PlAwAnSaI
Administrator
Learn and Be Curious ไม่ใช่การเรียนทุกอย่างจนไม่มีเวลาทำงาน
บางคนเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ จึงสมัคร Course Online หลายหลักสูตร ซื้อหนังสือจำนวนมาก หรือเริ่มเรียนทักษะใหม่ทุกครั้งที่เห็นว่ากำลังเป็นที่นิยม เดือนนี้เรียน AI เดือนหน้าเรียน Data เดือนถัดไปเรียน Cloud แล้วก็เริ่มสนใจ Cybersecurity ต่อสุดท้ายมี Course ที่เรียนค้างอยู่เต็มไปหมด แต่ยังไม่ได้นำความรู้ไปใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม การเป็นคนรักการเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกเรื่อง หรือสะสมใบประกาศนียบัตรให้ได้มากที่สุด
หัวใจสำคัญคือการรักษาความอยากรู้อยากเห็น และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปช่วยให้ตัวเองเข้าใจโลก ทำงาน หรือแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ลองนึกถึงพนักงานคนนึงที่ต้องทำรายงานเดิมทุกสัปดาห์ โดยใช้เวลาครั้งละสามชั่วโมง
เขาอาจเลือกบ่นว่างานนี้น่าเบื่อและเสียเวลา หรืออาจเริ่มสงสัยว่ามีวิธีทำให้ขั้นตอนบางส่วนเป็นอัตโนมัติได้หรือไม่ เขาไม่จำเป็นต้องไปเรียนเขียน Program ขั้นสูงทันที อาจเริ่มจากการเรียนรู้ Function ใน Excel การใช้เครื่องมือที่มีอยู่ หรือการสร้าง Template ที่ช่วยลดขั้นตอนซ้ำ ๆ
เมื่อทดลองแล้วได้ผล เขาก็มีเวลาไปทำงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเพียงเล็กน้อยจึงอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีประโยชน์มากกว่าการเรียนหลักสูตรใหญ่ ๆ โดยไม่เคยนำไปใช้
“อย่าเรียนรู้เพียงเพื่อให้รู้มากขึ้น แต่จงเรียนรู้เพื่อให้มองเห็นความเป็นไปได้ที่เมื่อวานเรายังมองไม่เห็น”
ในที่ทำงาน คนที่ถามเก่งอาจเรียนรู้ได้เร็วกว่า คนที่พยายามทำเป็นรู้ทุกอย่าง
ลองนึกถึงพนักงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานบางอย่าง แต่ยังไม่เข้าใจขั้นตอนทั้งหมด เขามีทางเลือกสองทางทางแรก คือพยายามทำเองโดยไม่ถามใคร เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าไม่มีความสามารถ ทางที่สอง คือรวบรวมสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ ทดลองทำในส่วนที่มั่นใจ และถามเฉพาะจุดที่ยังไม่ชัดเจน
พนักงานคนแรกอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการเดา และอาจทำผิดพลาดโดยไม่จำเป็น ส่วนคนที่สองมีโอกาสเรียนรู้ได้เร็วกว่า เพราะเขารู้จักใช้คำถามเพื่อเติมช่องว่างของความรู้
แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องถามทุกเรื่องโดยไม่ค้นคว้าด้วยตัวเองเลย การลองศึกษา และหาคำตอบก่อนถามก็เป็นส่วนนึงของการเรียนรู้เช่นกัน แต่การถามคำถามที่ดีไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ
คำถามอย่าง “ทำไมเราถึงเลือกใช้วิธีนี้?” “มีข้อจำกัดอะไรที่ควรรู้บ้าง?” หรือ “ถ้าเกิดกรณีนี้ขึ้น เราควรรับมืออย่างไร?” ช่วยให้เราเข้าใจหลักการ ไม่ใช่เพียงจำขั้นตอนการทำงาน
เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เราจะสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกทุกขั้นตอน สิ่งนี้สำคัญมากในโลกการทำงานที่ปัญหาแต่ละวันไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
การรู้ว่าต้องทำอะไรช่วยให้เราทำงานได้ แต่การเข้าใจว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
เมื่อคนในองค์กรหยุดถามคำถาม สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือการไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่น
ในบางองค์กร พนักงานทำงานตามขั้นตอนเดิมมานานจนไม่มีใครตั้งคำถามอีกแล้ว มีรายงานที่ต้องทำทุกเดือน แม้ไม่มีใครนำไปใช้ตัดสินใจ มีการประชุมประจำสัปดาห์ที่ทุกคนเข้าร่วมเพียงเพื่อรายงานความคืบหน้า ซึ่งอาจสื่อสารกันได้ด้วยวิธีที่ใช้เวลาน้อยกว่ามีขั้นตอนอนุมัติหลายชั้น แม้งานบางประเภทจะมีความเสี่ยงต่ำ และสามารถมอบอำนาจให้ผู้รับผิดชอบตัดสินใจได้ เมื่อมีคนถามว่า “เราจำเป็นต้องทำแบบนี้อยู่หรือเปล่า?” คำตอบที่ได้รับกลับเป็น
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบายของประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าวิธีเดิมยังเหมาะสมที่สุด บางขั้นตอนมีเหตุผลสำคัญ เช่น ข้อกำหนดด้านกฎหมาย ความปลอดภัย หรือการควบคุมความเสี่ยง เราจึงไม่ควรเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะต้องการความรวดเร็ว“ก็ทำกันมาแบบนี้ตั้งนานแล้ว”
แต่บางขั้นตอนอาจเกิดจากข้อจำกัดในอดีตที่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว คนที่ Learn and Be Curious จะไม่รีบสรุปว่าวิธีเดิมผิดหรือวิธีใหม่ดีกว่าเสมอไป แต่จะเริ่มจากการตั้งคำถาม ทำความเข้าใจเหตุผล และค้นหาหลักฐาน
หากเห็นโอกาสปรับปรุง ก็อาจเริ่มทดลองในขอบเขตเล็ก ๆ วัดผล แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะนำไปใช้จริงหรือไม่ องค์กรที่เปิดพื้นที่ให้คนสงสัยอย่างสร้างสรรค์จึงมีโอกาสค้นพบวิธีทำงานที่ดีขึ้น ขณะที่องค์กรที่มองทุกคำถามเป็นการท้าทายอำนาจ อาจพลาดโอกาสพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้ตัว
อย่าปล่อยให้อายุงาน กลายเป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้
เราอาจเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ “อายุขนาดนี้แล้ว จะให้ไปเริ่มเรียนใหม่ทำไม?” “คนรุ่นใหม่เขาถนัด Technology มากกว่าเราอยู่แล้ว” “ทำงานมาตั้งนาน ไม่เห็นต้องเรียนอะไรเพิ่มก็ทำงานได้”ความจริงคือแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนมีเวลามากกว่า บางคนมีภาระครอบครัว บางคนต้องดูแลค่าใช้จ่ายหลายอย่าง จึงไม่สามารถใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียนรู้ได้
แต่การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ คนที่มีประสบการณ์สิบปีอาจเริ่มจากการใช้เวลาเพียง 15 นาทีต่อวัน เพื่อทำความเข้าใจเครื่องมือใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงาน
คนที่ไม่ถนัด Technology อาจเริ่มจากการทดลองใช้เครื่องมือหนึ่งอย่าง โดยขอคำแนะนำจากคนที่มีความรู้ คนที่ทำงานมานานอาจเริ่มจากการเปิดใจฟังมุมมองของพนักงานรุ่นใหม่ โดยไม่รีบตัดสินว่าความคิดนั้นใช้ไม่ได้เพียงเพราะผู้เสนอมีประสบการณ์น้อยกว่า
การเรียนรู้ไม่มีข้อกำหนดว่าเราต้องเริ่มตอนอายุเท่าไหร่ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน บางครั้งเราเรียนรู้จากหนังสือ บางครั้งเรียนรู้จากการทำงานจริง และบางครั้งเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เคยเชื่อ
สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครรู้มากกว่าใคร แต่คือวันนี้เราเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานบ้าง
ความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ชีวิตนอก Office ดีขึ้นได้อย่างไร?
ลองนึกถึงคนที่อยากเริ่มทำอาหารกินเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ถ้าเขาเชื่อว่าตัวเองทำอาหารไม่เก่ง และไม่เคยลองเรียนรู้เพิ่มเติม เขาอาจซื้ออาหารสำเร็จรูปต่อไป เพราะคิดว่าเป็นทางเลือกเดียวที่สะดวกแต่ถ้าเขาเริ่มค้นหาสูตรอาหารง่าย ๆ ทดลองทำ Menu ที่ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่าง และเรียนรู้วิธีเก็บอาหารให้ใช้ได้นานขึ้น เขาก็อาจค้นพบว่าการทำอาหารเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด
หรือคนที่อยากเปลี่ยนสายงาน แต่คิดว่าตัวเองอายุมากเกินไปแล้ว แทนที่จะตัดสินตัวเองล่วงหน้าว่าไม่มีโอกาส เขาอาจเริ่มสำรวจทักษะที่ตลาดต้องการ ตรวจสอบว่าประสบการณ์เดิมสามารถนำไปใช้กับงานใหม่ได้อย่างไร และทดลองเรียนรู้ทักษะที่ยังขาดอยู่
แน่นอนว่าการเรียนรู้ไม่ได้รับประกันว่าเราจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง แต่ช่วยให้เราตัดสินใจจากข้อมูลมากกว่าความกลัว หรือความเชื่อที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ บางครั้งสิ่งที่ขัดขวางเราไม่ใช่การไม่มีความสามารถ แต่คือการเชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ทั้งที่ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้จริง ๆ
ความอยากรู้อยากเห็นช่วยขยายขอบเขตของสิ่งที่เราเชื่อว่าตัวเองทำได้
เรียนรู้ให้มากขึ้น แต่ต้องรู้จักเลือกสิ่งที่ควรเรียน
ในโลกที่มีข้อมูลมากมาย เราสามารถใช้เวลาทั้งวันอ่านข่าว ดู Video และติดตาม Technology ใหม่ ๆ ได้โดยไม่มีวันหมด แต่ข้อมูลที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจมากขึ้นเสมอไปบางครั้งเราอ่านเรื่องใหม่หลายสิบเรื่อง แต่จำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่ได้หยุดทบทวน หรือลองนำไปใช้ บางครั้งเราเรียนทักษะที่กำลังเป็นกระแส แต่กลับไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเราในช่วงเวลานั้น
การ Learn and Be Curious จึงต้องมาพร้อมกับการเลือกอย่างมีเหตุผล ลองถามตัวเองว่า ความรู้นี้ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่? สามารถนำไปใช้กับงาน หรือชีวิตจริงได้อย่างไร? และคุ้มค่ากับเวลาที่เราต้องลงทุนหรือเปล่า?
หากคำตอบคือใช่ ก็เริ่มเรียนรู้ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมทุกอย่าง แต่ถ้าความรู้นั้นยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เราอาจเก็บไว้เป็นหัวข้อสำหรับเรียนรู้ในอนาคต โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองกำลังพลาดทุกโอกาส
การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเรียนได้มากที่สุด แต่เป็นการพัฒนาความสามารถของตัวเองอย่างยั่งยืน