ฝึกคิดแบบ Amazon Leadership Principle

PlAwAnSaI

Administrator

🧠 Learn and Be Curious ไม่ใช่การเรียนทุกอย่างจนไม่มีเวลาทำงาน​

บางคนเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ จึงสมัคร Course Online หลายหลักสูตร ซื้อหนังสือจำนวนมาก หรือเริ่มเรียนทักษะใหม่ทุกครั้งที่เห็นว่ากำลังเป็นที่นิยม เดือนนี้เรียน AI เดือนหน้าเรียน Data เดือนถัดไปเรียน Cloud แล้วก็เริ่มสนใจ Cybersecurity ต่อ

สุดท้ายมี Course ที่เรียนค้างอยู่เต็มไปหมด แต่ยังไม่ได้นำความรู้ไปใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม การเป็นคนรักการเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกเรื่อง หรือสะสมใบประกาศนียบัตรให้ได้มากที่สุด

หัวใจสำคัญคือการรักษาความอยากรู้อยากเห็น และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปช่วยให้ตัวเองเข้าใจโลก ทำงาน หรือแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ลองนึกถึงพนักงานคนนึงที่ต้องทำรายงานเดิมทุกสัปดาห์ โดยใช้เวลาครั้งละสามชั่วโมง

เขาอาจเลือกบ่นว่างานนี้น่าเบื่อและเสียเวลา หรืออาจเริ่มสงสัยว่ามีวิธีทำให้ขั้นตอนบางส่วนเป็นอัตโนมัติได้หรือไม่ เขาไม่จำเป็นต้องไปเรียนเขียน Program ขั้นสูงทันที อาจเริ่มจากการเรียนรู้ Function ใน Excel การใช้เครื่องมือที่มีอยู่ หรือการสร้าง Template ที่ช่วยลดขั้นตอนซ้ำ ๆ

เมื่อทดลองแล้วได้ผล เขาก็มีเวลาไปทำงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเพียงเล็กน้อยจึงอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีประโยชน์มากกว่าการเรียนหลักสูตรใหญ่ ๆ โดยไม่เคยนำไปใช้
“อย่าเรียนรู้เพียงเพื่อให้รู้มากขึ้น แต่จงเรียนรู้เพื่อให้มองเห็นความเป็นไปได้ที่เมื่อวานเรายังมองไม่เห็น”

💼 ในที่ทำงาน คนที่ถามเก่งอาจเรียนรู้ได้เร็วกว่า คนที่พยายามทำเป็นรู้ทุกอย่าง​

ลองนึกถึงพนักงานใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานบางอย่าง แต่ยังไม่เข้าใจขั้นตอนทั้งหมด เขามีทางเลือกสองทาง

ทางแรก คือพยายามทำเองโดยไม่ถามใคร เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าไม่มีความสามารถ ทางที่สอง คือรวบรวมสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ ทดลองทำในส่วนที่มั่นใจ และถามเฉพาะจุดที่ยังไม่ชัดเจน

พนักงานคนแรกอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการเดา และอาจทำผิดพลาดโดยไม่จำเป็น ส่วนคนที่สองมีโอกาสเรียนรู้ได้เร็วกว่า เพราะเขารู้จักใช้คำถามเพื่อเติมช่องว่างของความรู้

แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องถามทุกเรื่องโดยไม่ค้นคว้าด้วยตัวเองเลย การลองศึกษา และหาคำตอบก่อนถามก็เป็นส่วนนึงของการเรียนรู้เช่นกัน แต่การถามคำถามที่ดีไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ

คำถามอย่าง “ทำไมเราถึงเลือกใช้วิธีนี้?” “มีข้อจำกัดอะไรที่ควรรู้บ้าง?” หรือ “ถ้าเกิดกรณีนี้ขึ้น เราควรรับมืออย่างไร?” ช่วยให้เราเข้าใจหลักการ ไม่ใช่เพียงจำขั้นตอนการทำงาน

เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เราจะสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอกทุกขั้นตอน สิ่งนี้สำคัญมากในโลกการทำงานที่ปัญหาแต่ละวันไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

การรู้ว่าต้องทำอะไรช่วยให้เราทำงานได้ แต่การเข้าใจว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป


🏢 เมื่อคนในองค์กรหยุดถามคำถาม สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือการไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่น​

ในบางองค์กร พนักงานทำงานตามขั้นตอนเดิมมานานจนไม่มีใครตั้งคำถามอีกแล้ว มีรายงานที่ต้องทำทุกเดือน แม้ไม่มีใครนำไปใช้ตัดสินใจ มีการประชุมประจำสัปดาห์ที่ทุกคนเข้าร่วมเพียงเพื่อรายงานความคืบหน้า ซึ่งอาจสื่อสารกันได้ด้วยวิธีที่ใช้เวลาน้อยกว่า

มีขั้นตอนอนุมัติหลายชั้น แม้งานบางประเภทจะมีความเสี่ยงต่ำ และสามารถมอบอำนาจให้ผู้รับผิดชอบตัดสินใจได้ เมื่อมีคนถามว่า “เราจำเป็นต้องทำแบบนี้อยู่หรือเปล่า?” คำตอบที่ได้รับกลับเป็น
“ก็ทำกันมาแบบนี้ตั้งนานแล้ว”
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบายของประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าวิธีเดิมยังเหมาะสมที่สุด บางขั้นตอนมีเหตุผลสำคัญ เช่น ข้อกำหนดด้านกฎหมาย ความปลอดภัย หรือการควบคุมความเสี่ยง เราจึงไม่ควรเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะต้องการความรวดเร็ว

แต่บางขั้นตอนอาจเกิดจากข้อจำกัดในอดีตที่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว คนที่ Learn and Be Curious จะไม่รีบสรุปว่าวิธีเดิมผิดหรือวิธีใหม่ดีกว่าเสมอไป แต่จะเริ่มจากการตั้งคำถาม ทำความเข้าใจเหตุผล และค้นหาหลักฐาน

หากเห็นโอกาสปรับปรุง ก็อาจเริ่มทดลองในขอบเขตเล็ก ๆ วัดผล แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะนำไปใช้จริงหรือไม่ องค์กรที่เปิดพื้นที่ให้คนสงสัยอย่างสร้างสรรค์จึงมีโอกาสค้นพบวิธีทำงานที่ดีขึ้น ขณะที่องค์กรที่มองทุกคำถามเป็นการท้าทายอำนาจ อาจพลาดโอกาสพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้ตัว


🌱 อย่าปล่อยให้อายุงาน กลายเป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้​

เราอาจเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ “อายุขนาดนี้แล้ว จะให้ไปเริ่มเรียนใหม่ทำไม?” “คนรุ่นใหม่เขาถนัด Technology มากกว่าเราอยู่แล้ว” “ทำงานมาตั้งนาน ไม่เห็นต้องเรียนอะไรเพิ่มก็ทำงานได้”

ความจริงคือแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนมีเวลามากกว่า บางคนมีภาระครอบครัว บางคนต้องดูแลค่าใช้จ่ายหลายอย่าง จึงไม่สามารถใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียนรู้ได้

แต่การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ คนที่มีประสบการณ์สิบปีอาจเริ่มจากการใช้เวลาเพียง 15 นาทีต่อวัน เพื่อทำความเข้าใจเครื่องมือใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงาน

คนที่ไม่ถนัด Technology อาจเริ่มจากการทดลองใช้เครื่องมือหนึ่งอย่าง โดยขอคำแนะนำจากคนที่มีความรู้ คนที่ทำงานมานานอาจเริ่มจากการเปิดใจฟังมุมมองของพนักงานรุ่นใหม่ โดยไม่รีบตัดสินว่าความคิดนั้นใช้ไม่ได้เพียงเพราะผู้เสนอมีประสบการณ์น้อยกว่า

การเรียนรู้ไม่มีข้อกำหนดว่าเราต้องเริ่มตอนอายุเท่าไหร่ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน บางครั้งเราเรียนรู้จากหนังสือ บางครั้งเรียนรู้จากการทำงานจริง และบางครั้งเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เคยเชื่อ

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครรู้มากกว่าใคร แต่คือวันนี้เราเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานบ้าง


🏠 ความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ชีวิตนอก Office ดีขึ้นได้อย่างไร?​

ลองนึกถึงคนที่อยากเริ่มทำอาหารกินเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ถ้าเขาเชื่อว่าตัวเองทำอาหารไม่เก่ง และไม่เคยลองเรียนรู้เพิ่มเติม เขาอาจซื้ออาหารสำเร็จรูปต่อไป เพราะคิดว่าเป็นทางเลือกเดียวที่สะดวก

แต่ถ้าเขาเริ่มค้นหาสูตรอาหารง่าย ๆ ทดลองทำ Menu ที่ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่าง และเรียนรู้วิธีเก็บอาหารให้ใช้ได้นานขึ้น เขาก็อาจค้นพบว่าการทำอาหารเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด

หรือคนที่อยากเปลี่ยนสายงาน แต่คิดว่าตัวเองอายุมากเกินไปแล้ว แทนที่จะตัดสินตัวเองล่วงหน้าว่าไม่มีโอกาส เขาอาจเริ่มสำรวจทักษะที่ตลาดต้องการ ตรวจสอบว่าประสบการณ์เดิมสามารถนำไปใช้กับงานใหม่ได้อย่างไร และทดลองเรียนรู้ทักษะที่ยังขาดอยู่

แน่นอนว่าการเรียนรู้ไม่ได้รับประกันว่าเราจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง แต่ช่วยให้เราตัดสินใจจากข้อมูลมากกว่าความกลัว หรือความเชื่อที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ บางครั้งสิ่งที่ขัดขวางเราไม่ใช่การไม่มีความสามารถ แต่คือการเชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ทั้งที่ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้จริง ๆ

ความอยากรู้อยากเห็นช่วยขยายขอบเขตของสิ่งที่เราเชื่อว่าตัวเองทำได้


⚖️ เรียนรู้ให้มากขึ้น แต่ต้องรู้จักเลือกสิ่งที่ควรเรียน​

ในโลกที่มีข้อมูลมากมาย เราสามารถใช้เวลาทั้งวันอ่านข่าว ดู Video และติดตาม Technology ใหม่ ๆ ได้โดยไม่มีวันหมด แต่ข้อมูลที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจมากขึ้นเสมอไป

บางครั้งเราอ่านเรื่องใหม่หลายสิบเรื่อง แต่จำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่ได้หยุดทบทวน หรือลองนำไปใช้ บางครั้งเราเรียนทักษะที่กำลังเป็นกระแส แต่กลับไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเราในช่วงเวลานั้น

การ Learn and Be Curious จึงต้องมาพร้อมกับการเลือกอย่างมีเหตุผล ลองถามตัวเองว่า ความรู้นี้ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่? สามารถนำไปใช้กับงาน หรือชีวิตจริงได้อย่างไร? และคุ้มค่ากับเวลาที่เราต้องลงทุนหรือเปล่า?

หากคำตอบคือใช่ ก็เริ่มเรียนรู้ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมทุกอย่าง แต่ถ้าความรู้นั้นยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เราอาจเก็บไว้เป็นหัวข้อสำหรับเรียนรู้ในอนาคต โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองกำลังพลาดทุกโอกาส

การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเรียนได้มากที่สุด แต่เป็นการพัฒนาความสามารถของตัวเองอย่างยั่งยืน

:cool:
 

PlAwAnSaI

Administrator

🧠 Challenge ประจำวัน​

วันนี้ลองเลือกเรื่องนึงที่คุณเคยคิดว่า “ฉันรู้อยู่แล้ว” หรือ “เรื่องนี้คงทำได้แค่นี้แหละ” อาจเป็นขั้นตอนการทำงาน เครื่องมือที่ใช้เป็นประจำ ทักษะที่อยากพัฒนา หรือเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้ จากนั้นลองทำตาม 4 ขั้นตอนนี้

ขั้นที่ 1: ตั้งคำถามหนึ่งข้อ เช่น “มีวิธีทำงานนี้ให้เร็วขึ้นโดยไม่ลดคุณภาพหรือไม่?” หรือ “ทำไมเราถึงใช้วิธีนี้มาตลอด?”

ขั้นที่ 2: ค้นหาความรู้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ อาจเป็นเอกสาร คู่มือ ผู้มีประสบการณ์ หรือแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อหลักสูตรใหม่เสมอไป

ขั้นที่ 3: ทดลองนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ เลือกทดลองในขอบเขตเล็ก ๆ ที่มีความเสี่ยงเหมาะสม หากเกี่ยวข้องกับระบบงานจริง หรือความปลอดภัย ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนอนุมัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ขั้นที่ 4: ทบทวนสิ่งที่ค้นพบ ถามตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไร วิธีใหม่มีข้อดี หรือข้อจำกัดอย่างไร และจะนำสิ่งที่ค้นพบไปใช้ต่อได้หรือไม่

เป้าหมายของวันนี้ไม่ใช่การรู้ทุกอย่างเพิ่มขึ้น แต่คือการพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า เรายังสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับปรุงวิธีคิดของตัวเองได้เสมอ


🌙 ก่อนจบวัน​

คืนนี้ลองถามตัวเองสามข้อ วันนี้มีเรื่องไหนที่ฉันคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว จนไม่ได้เปิดใจฟังมุมมองของคนอื่น?

มีทักษะอะไรที่ฉันอยากพัฒนา แต่เลื่อนการเรียนรู้ออกไปเพราะคิดว่ายังไม่พร้อม?

และถ้าฉันยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้เรื่องหนึ่งอย่างเต็มที่ ฉันจะมีโอกาสค้นพบอะไรใหม่บ้าง?

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้อง และไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบของทุกคำถาม แต่เราสามารถเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้จากคนอื่น กล้าตั้งคำถามกับวิธีเดิม และไม่หยุดพัฒนาตัวเองเพียงเพราะสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันยังพอใช้ได้

ประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าอะไรเคยได้ผล ส่วนความอยากรู้อยากเห็นช่วยให้เราค้นพบว่าอะไรอาจได้ผลดีกว่าเดิม โลกไม่ได้หยุดเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะเราทำงานแบบเดิมได้ดีอยู่แล้ว และโอกาสใหม่ ๆ ก็ไม่ได้รอเฉพาะคนที่พึ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานเท่านั้น บางครั้งการเติบโตเริ่มต้นจากการยอมรับประโยคง่าย ๆ ว่า
“เรื่องนี้ฉันยังไม่รู้ แต่ฉันพร้อมที่จะเรียนรู้”
เพราะคนที่รู้ทุกอย่างแล้วอาจไม่มีคำถามเหลือให้ค้นหา แต่คนที่ยังอยากรู้อยากเห็นจะมองเห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองได้ แม้ในเรื่องธรรมดาที่ทำอยู่ทุกวัน อย่าปล่อยให้สิ่งที่คุณรู้ในวันนี้ กลายเป็นกำแพงขวางสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ในวันพรุ่งนี้ 🌱

:cool:
 
Top