Welcome, Guest. Please login or register.


Login with username, password and session length

Search

 
Advanced search

3403 Posts in 909 Topics- by 1130 Members - Latest Member: JonnyCarr
Thai Computer EngineerGENERAL TALKEnglish and other language (Moderators: ปลาวาฬทราย, Echelon, noon)Topic: ความรู้สึกหลังจากเจอข้อสอบแนว TOEFL และ GRE
Pages: [1]
Print
Author Topic: ความรู้สึกหลังจากเจอข้อสอบแนว TOEFL และ GRE  (Read 3039 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
Echelon
Moderator
ร้อยโท ขั้น 5
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 290


Where there's the will, there's the way.

nutaroon@hotmail.com
View Profile Email
« on: November 23, 2008, 10:40:31 PM »

จากที่ได้ไปสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศที่ ม.กรุงเทพ มา (จะได้รึปล่าวยังไม่รู้เลยเนี่ย แต่ก็คงยาก) ก็พอจะเอาประสบการณ์จากการสอบแนว TOEFL กับ GRE มาเล่าให้ฟังกันได้บ้างอ่านะ เผื่อใครคิดจะสอบนะ Cool

โปรดอ่านก่อนเน้อ
ที่ผมไปสอบชิงทุนมานี่ี่ ยังไม่ใช่การสอบ TOEFL หรือ GRE ที่แท้จริงหรอกนะ แต่ข้อสอบที่เขาออกจะใช้แนวเดียวกับที่ใช้สอบ TOEFL และ GRE กันจริงๆ น่ะ (ยากเหมือนกันเลยด้วยมั้ง) เลยคิดว่าน่าจะพอเอามาเล่าเพื่อนเอาไปเตรียมตัวกันได้นะ แต่ก็จะอธิบายข้อมูลการสอบจริงแบบเต็มๆ ไปด้วยเลย (เท่าที่มันสมองหยักน้อยๆ ของผมจะนึกออกได้นะ) Tongue

พูดถึง TOEFL ก่อนละกัน
ปกติแล้ว การสอบ TOEFL จะมี 3 แบบ คือ
1. PBT (Paper Based Test)
2. CBT (Computer Based test)
3. IBT (Internet Based Test) *อันนี้ได้ชื่อว่ายากสุดแล้วล่ะ
การสอบหลักๆ จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1. Listening จะเป็นข้อสอบที่ต้องตอบคำถามจากประโยคสนทนาที่เขาเปิดเทปให้ฟังนะ การสอบส่วนนี้ เราสามารถฟังได้แค่รอบเดียวเท่านั้น และรู้สึกว่าเขาจะไม่พิมพ์โจทย์มาให้ด้วย เพราะฉะนั้น พึ่งพาตัวเองกันเน้อ
2. Structure and written expression (ที่ผมไปสอบชิงทุนมาจะออกแนวนี้) ส่วนนี้จะเป็นเรื่องของ Grammar และ Reading ล้วนๆ เลย ลักษณะข้อสอบจะแบ่งย่ิอยได้ 3 แบบก็คือ
    1) Cloze test (เขียนถูกป่าวหว่า) ลักษณะโจทย์ของข้อสอบแบบนี้ โจทย์จะให้ประโยคๆ หนึ่งมา แต่จะไม่สมบูรณ์แบบ โดยจะเว้นช่องว่างอยู่ส่วนหนึ่ง โดยให้เราเลือกตอบข้อที่ถูกต้องที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความสมบูรณ์ อย่างเช่น

                                   5. No one is completely sure _________ causes booms and depression in free economies
                                      (A) how                             (B) whom
                                      (C) what                            (D) why

    2) Reading ส่วนนี้น่าจะรู้กันดีอยู่นะ ก็เป็นการตอบคำถามจากบทความที่กำหนดให้ โจทย์จะถามอะไรก็แล้วแต่เขาจะจัดทำมา แต่จะมีโจทย์บางลักษณะที่จะถามบ่อยมากๆ แทบจะทุกบทความเลยก็ว่าได้ (มั้ง) เช่น ถามถึงหัวข้อที่เหมาะสมกับบทความ คำถามก็จะอยู่ประมาณ What is the main topic of this article. ประมาณนี้ หรืออาจจะมีการถามความหมายของคำบางคำในบทความ แล้วก็จะมีคำถามที่เราจะต้องอ่านเนื้อเรื่องจากบทความแล้ววิเคราะห์ออกมาด้วย แต่จะไม่มากเท่ากับการสอบ GRE ซึ่งจะกล่าวต่อไปนะ
    3) Error Identification ข้อสอบลักษณะนี้ จะให้เราหาตำแหน่งที่ผิดพลาดภายในประโยคที่กำหนดให้ เช่น

                                  An echo is a sound heard subsequent it is reflected from an object.

การสอบในส่วนนี้ แนะนำว่าควรจะทบทวนเรื่องการใช้ tense ในแบบต่างๆ โครงสร้างพื้นฐานของประโยค การใช้ส่วนขยาย (พูดง่ายๆ ก็คือ Grammar ที่เรียนมาทั้งหมดน่ะแหละ) เพราะจะช่วยได้มากในส่วนนี้ หรืออาจจะใช้วิธีเดาจากสามัญสำนึกก็ได้นะ (ผมใช้วิธีนี้บ่อย) แต่แนะนำว่าให้ทบทวน Grammar ด้วยจะดีกว่ามาก เพราะบางครั้งการสอบในส่วนนี้ เราอาจจะถูกโจทย์หลอกได้ โดยเฉพาะส่วน Error Identification เนี่ยแหละ หลอกเราได้ดีนักแล
3. Essay writing อันนี้จะเป็นส่วนของการเขียนเรียงความเป็นภาษาอังกฤษ ในการสอบจริงๆ นี่จะมีการจำกัดเวลาด้วย (กี่นาทีจำไม่ได้แฮะ ใครรู้บอกด้วยนะ)
และในการสอบ TOEFL แบบ IBT จะมีการสอบเพิ่มขึ้นมาอีก 1 แบบด้วย นั่นคือ การสอบ Speaking ซึ่งตรงนี้ผมยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ไว้หาข้อมูลได้จะเอามาลงให้นะ

ทีนี้มาพูดถึง GRE กันบ้าง
GRE หรือ Graduate Record Examination จะเป็นการสอบวัดเชาวน์ของผู้ที่จะสอบเข้าหลักสูตรบัณฑิตศึกษา (ป.โท กะ ป.เอก น่ะแหละ) โดย GRE เป็นมาตรฐานการสอบวัดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งการสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือสถาบันเทคโนโลยี จะต้องใช้คะแนนจากการสอบ GRE ในการสมัตรด้วย นอกจาก TOEFL และถ้าจำไม่ผิด ถ้าเป็นสายบริหารธุรกิจจะต้องใช้คะแนน GMAT มั้งนะ
การสอบ GRE จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1. ส่วนภาษาอังกฤษ (Verbal Ability) ส่วนนี้จะเป็นการทดสอบในเรื่องการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคำและกลุ่มคำต่างๆ แบ่งออกได้ 4 แบบย่อย คือ
     1) Analogies จะเน้นในเรื่องของการรู้จักคำศัพท์ต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กันในความหมายของคู่คำศัพท์
     2) Antonyms จะเน้นความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ ที่มีความหมายตรงกันข้ามรวมทั้งรูปแบบของคำนั้นๆ ทางไวยากรณ์ด้วย โดยจะเป็นคำเดียวหรือกลุ่มคำก็ได้
     3) Sentence completion เน้นความสามารถในการเข้าใจและการใช้คู่คำศัพท์ต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน
     4) Reading Comprehension อันนี้ก็ข้อสอบอ่านเลยล่ะ
2. ส่วนคณิตศาสตร์ (Quantitative Ability) ส่วนนีจะทดสอบความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้น โดยจะใช้ความรู้จากคณิตศาสตร์ที่เราเรียนตอน ม.ต้น, ม.ปลาย และอาจจะมีจากมหาลัย 2 ปีแรกมาด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคณิตศาสตร์ตอนมัธยมซะเยอะ ใครเทพคณิตศาสตร์นี่น่าจะทำได้สบายๆ
3. ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงเหตุผล (Analytical Ability) ส่วนนี้จะวัดในเรื่องของการใช้ความคิดเชิงเหตุผลหรือตรรก อย่างเช่น มีเมล็ดพันธุ์ A,B,C,D,E ปลูกในแปลงหนึ่ง แล้วก็จะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ มา หรือไม่ก็ให้บทความมาบทความหนึ่ง (ซึ่งบางบทความก็ยาวได้ใจจริงๆ) แล้วให้เราเลือกตอบว่าข้อไหนสัมพันธ์กับบทความมากที่สุด เป็นต้น

ในการสอบ GRE นี้ จะเน้นในเรื่องของคำศัพท์เป็นอย่างมาก หลายข้อที่ออกจะเป็นคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคยเยอะมาก (ยอมรับว่าผมเห็นแล้วถึงกับอึ้งค้างไปหลายวิเหมือนกัน) ถ้าใครจะสอบก็แนะนำว่าไปท่องศัพท์มาให้เยอะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อ้อ! และต้องไม่ลืมว่า โจทย์เป็นภาษาอังกฤษหมดทุกข้อเหมือน TOEFL นะคร้าบ อย่านิ่งนอนใจเชียว

แถมอีกนิดก่อนจากกัน การสอบในส่วนของ Reading ไม่ว่าจะเป็น TOEFL หรือ GRE มีข้อแนะนำว่า ต้องพยายามอ่านจับใจความให้เร็วที่สุด ไม่ว่าประโยคจะยาวแค่ไหน เพราะถ้าไม่งั้นแล้ว เราจะเสียเวลาในส่วนนี้ไปเยอะมาก โดยเฉพาะการสอบ GRE จะเห็นได้ชัดที่สุด เพราะคำถามจะเน้นมากในเรื่องของการวิเคราะห์เหตุผลจากบทความ (ตอนสอบผมไปเสียเวลาตรงนี้เยอะมาก เพราะบางข้อบทความก็ยาวประมาณค่อนหน้าเกือบ 1 หน้าได้ เลยทำข้ออื่นไม่ทันไปเยอะพอควรเหมือนกัน)

ปล 1. ผมมีแผ่นแนวการเตรียมตัวสอบ GRE อยู่นะ อยากได้ก็ขอหลังไมค์เน้อ ไม่กล้าอัพ (ส่วน TOEFL ตอนนี้ยังไม่มี แต่อาจจะตามมาทีหลัง)
ปล 2. เนื้อหาบางส่วนผมเอามาจากหนังสือ เตรียมสอบ GRE CAT General Test และ รวมหลักไวยากรณ์โทเฟิล TOEFL Grammar ของ TGRE ครับ
ปล 3. ถ้าบทความตรงไหนผิดก็บอกผมด้วยนะครับ จะได้แก้ไขให้

ก็หวังว่าคำแนะนำนี้คงจะมีประโยชน์แก่ผู้ที่จะเตรียมตัวสอบไม่มากก็น้อยนะครับ Wink
หมายเหตุ ขอเอาหมุดออกเนื่องจากเตรียมปฏิบัติการแฉการสอบ TOEFL iBT จากสนามสอบจริงครับ
« Last Edit: September 16, 2009, 11:26:43 AM by Echelon » Logged


ปลาวาฬทราย
ผ.บ.ท.อ.
จอมพล ขั้น 2
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 959


pws_admin@thaicpe.com --- ---
View Profile WWW Email
« Reply #1 on: November 24, 2008, 12:31:26 AM »

โฮ่ ขอบคุงฮับ
เพิ่มเติมคับ
TOEFL คืออะไร
GRE คืออะไร Cool
Logged

ปลาวาฬทราย
RMUTT CPE IX

" มีแม่เหล็กอยู่ในหัวใจของคุณ ซึ่งจะดึงดูดมิตรแท้ แม่เหล็กชนิดนี้คือ ความไม่เห็นแก่ตัว และการคิดถึงคนอื่นก่อน เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อคนอื่น พวกเขาก็จะอยู่เพื่อคุณ "
noon
Moderator
พลทหาร
*
Offline Offline

Posts: 11



View Profile Email
« Reply #2 on: November 25, 2008, 09:44:23 AM »

learning now! Grin
Logged
┌(^_^)┘
ผ.บ.ท.อ.
พลตรี ขั้น 1
*
Offline Offline

Posts: 627


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


View Profile
« Reply #3 on: June 01, 2009, 12:00:58 PM »

กระทู้ดีมีสาระ ปักหมุดไห้แล้ว ไอ้ฝรั่งเรบบนมาแอบเนียนสแปมขายของมันเรื่อย
Logged
Echelon
Moderator
ร้อยโท ขั้น 5
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 290


Where there's the will, there's the way.

nutaroon@hotmail.com
View Profile Email
« Reply #4 on: June 01, 2009, 01:37:04 PM »

ไหนๆ ท่านอิฐก็มาปักหมุดให้แล้วอ่านะ ก็ขอเพิ่มเติมอะไรหน่อยละกัน (จริงๆ ก็ไม่หน่อยอ่านะ เยอะเลยล่ะ)
รู้สึกว่าการสอบ TOEFL iBT นี่จะเปลี่ยนแปลงไปจากแบบ PBT และ CBT เยอะมากๆ โดยในส่วนของ iBT จะเน้นมากในเรื่องของทักษะรอบด้าน เพราะเล่นมันทั้ง ฟัง, พูด, อ่าน, เขียน หมดเลย (ท่องจำไปอย่างเดียวไม่ได้แล้วล่ะ) และการคิดคะแนนของ iBT ก็จะแตกต่างอีกเช่นกัน โดยคะแนนจะอยู่ในช่วง 0 - 120 คะแนน ซึ่งจะมีการแบ่งคะแนนในแต่ละส่วนด้วย คือ
1) Listening 0-30 คะแนน
2) Reading 0-30 คะแนน
3) Speaking 0-30 คะแนน
4) Writing 0-30 คะแนน

โดยคะแนนมาตรฐานจะอยู่ที่ 79 คะแนน เทียบได้กับ PBT ที่ 550 คะแนน และ CBT ที่ 213 คะแนน
ในการสอบแต่ละส่วน ก็จะมีรูปแบบการออกข้อสอบที่แตกต่างกันออกไปอีก ตามนี้
1) Listening แบ่งหลักๆ ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
    - ประโยคสนทนาระหว่างคน 2 คน มีคำถามประมาณ 5 ข้อ
    - บทความ 2 โดยจะมีนักศึกษาแสดงความคิดเห็นและถามคำถามด้วย (งงมั้ยเนี่ย?) มีคำถามประมาณ 6 ข้อ
    - บทความอย่างเดียว 2 บทความ มีคำถามประมาณ 6 ข้อ
    โดยบทความที่นำมาออกข้อสอบก็จะเป็นเรื่องทั่วๆ ไป อาจจะเป็นด้านประวัติศาสตร์, วิทยาศาสตร์, หรือแม้แต่ทางด้านสังคม แต่จะไม่ได้เจาะเนื้อหาลงลึกระดับต้องใช้ความรู้เฉพาะด้านแต่อย่างใดนะ (แค่นี้ยังฟังกันมึนตึ้บเลยเนี่ย ออกลึกนี่ตายดีกว่ามั้ง  Tongue)

2) Reading ประกอบไปด้วยเนื้อหาประมาณ 3 ถึง 5 บทความ โดยปกติแล้วจะออก 3 บทความ แต่บางครั้งก็อาจจะออก 5 บทความ ซึ่งหมายความว่า เขาจะคิดคะแนนจริงๆ ที่ 3 บทความ ส่วนอีก 2 บทความเขาจะทำเหมือนกับว่า ออกมาเพื่อวัดทักษะผู้เข้าสอบเพื่อเอาไปประกอบกับงานวิจัยของทาง ETS โดยจะไม่ได้คิดคะแนนแต่อย่างใด อ้อ ลืมบอกไปนิดนึงว่า ถ้าออก Reading มา 5 บทความ ข้อสอบในส่วนของ Listening ก็จะลดเหลือ 6 บทสนทนา แต่ถ้าออก 3 บทความ Listening ก็จะออก 9 บทสนทนา

หลังจากสอบเสร็จก็จะพัก 10 นาที ต่อจากนั้นก็จะมาสอบอีก 2 ที่เหลือ ตามนี้เลย
3) Speaking เป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาจาก TOEFL แบบเดิม โดยเขาจะกำหนดโจทย์มาให้ แล้วให้เราพูดตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น โดยจะมีข้อสอบ 6 ข้อด้วยกัน ตามนี้เลยขอรับ
    - Task 1: Description เขาจะให่้โจทย์แบบง่ายๆ มา เป็นหัวข้อแบบทั่วไป โดยการสอบนั้น หลังจากบอกโจทย์แล้ว จะมีเวลา 15 วินาทีในการเตรียมตัว และ 45 วินาทีในการตอบคำถาม
    - Task 2: Opinion เป็นการตอบคำถามเพื่อแสดงความคิดเห็น โดยมีเวลาเตรียมตัว 15 นาที และตอบคำถาม 45 นาที
    - Task 3: Reading and Conversation เขาจะให้บทความมาอ่านก่อน โดยจะมีประมาณ 100 คำได้ และฟังประโยคสนทนาเกี่ยวกับบทความที่ให้อ่านเนี่ยแหละ โดยใช้เวลาอ่านและฟัง 45 วินาที เวลาเตรียมตัว 30 วินาที และเวลาตอบคำถาม 60 วินาที
    - Task 4: Reading and Lecture คล้ายกับด้านบน แต่จะเปลี่ยนเป็นบทความทางวิชาการ ใช้เวลาเตรียมตัว 20 วินาที และเวลาตอบคำถาม 60 วินาที
    - Task 5: Conversation เขาจะให้ฟังประโยคสนทนา (ยาวประมาณนาทีครึ่งถึงสองนาทีได้) ระหว่างคน 2 คน เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ไข โดยจะต้องสรุปใจความสำคัญออกมาแล้วตอบคำถาม เวลาเตรียมตัว 20 วินาที เวลาตอบคำถาม 60 วินาที
    - Task 6: Lecture ฟังบทความทางวิชาการ (ยาวพอๆ กับข้างบน) แล้วสรุปใจความสำคัญและตอบคำถามออกมา เวลาเตรียมตัว 20 วินาที และตอบคำถามอีก 60 วินาที

4) Writing เขียนเรียงความเป็นภาษาอังกฤษ มี 2 ข้อด้วยกัน ดังนี้
    - Task 1: Reading and Lecture ให้บทความมาอ่าน (ยาวประมาณ 250 ถึง 275 คำ) และฟังบทความเรื่องเดียวกันนี่แหละ แล้วเขียนตอบคำถามโดยสรุปใจความสำคัญออกมา ใช้เวลาอ่าน 3 นาที ฟังบทความ 2 นาที และเขียนตอบ 30 นาที
    - Task 2: Opinion/Preference เขาจะถามคำถามมา แล้วให้เราเขียนแสดงความคิดเห็นออกมา ใช้เวลาเขียน 30 นาที

ในตอนที่ผมเขียนบทความนี้ ผมก็ลงเรียนคอร์ส TOEFL iBT ที่ Kaplan อยู่นะ (ว่าจะสอบประมาณสิงหาคมนี้นะ) พอเข้าไปเรียนนี่รู้เลยว่า ไม่แน่จริงนี่อย่าเพิ่งสอบเด็ดขาด เพราะเฉพาะค่าสอบก็ปาไปประมาณ 5500 บาทแล้วล่ะ แถมยังเจอปัญหาในเรื่องของทักษะของตัวเองที่กร่อนไปเยอะเอาเรื่องเหมือนกัน ช่วงนี้ก็เร่งเตรียมตัวเต็มที่อยู่เหมือนกัน เพราะยังมี GRE มาจ่อคิวต่ออีก ตายแหงๆ T-T อ้อ ลืมบอกอีกนิดนะว่า หลังจากสอบแล้ว คะแนนจะออกประมาณอีก 2 หลังจากสอบนะครับ (มีเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่เคยสอบมาแล้วที่อเมริกาเขาเล่าให้ผมฟังพอดี)

แล้วก็เช่นเดิมกับประโยคที่ว่า หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ  Grin

ปล. 1. บทความบางส่วนเอามาจากหนังสือ TOEFL Strategies ของ Kaplan (เป็นหนังสือที่ผมใช้เรียนครับ) ถ้ามีใครเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะเอามาลงก็รบกวนแจ้งด้วยนะครับ
     2. บทความนี้อาจจะดูเหมือนเผางานไปหน่อยนะ เพราะว่าผมจะรีบไปนอนพักพอดี ช่วงนี้ไข้ขึ้น ไม่ค่อยสบาย ยังไงก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  Wink
Logged

fearless452
ทหารฝึก
*
Offline Offline

Posts: 1


fearless452@gmail.com fearless452 fearless452
View Profile WWW Email
« Reply #5 on: January 20, 2010, 11:11:08 AM »

ความรู้ ๆ
Logged

┌(^_^)┘
ผ.บ.ท.อ.
พลตรี ขั้น 1
*
Offline Offline

Posts: 627


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


View Profile
« Reply #6 on: January 20, 2010, 11:48:07 AM »

มีทุกอย่าเลยเว็บนี้ ตั้งแต่ดูดวงยันเขียนโปรแกรม
Logged
Echelon
Moderator
ร้อยโท ขั้น 5
*
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 290


Where there's the will, there's the way.

nutaroon@hotmail.com
View Profile Email
« Reply #7 on: January 20, 2010, 06:49:39 PM »

ยังโพสต์กันอีกเหรอเนี่ย สงสัยผมคงต้องเปลี่ยนเนื้อหาแล้วมั้งเนี่ย มีข้อมูลที่อยากเปลี่ยนแปลงเยอะมากๆ เพราะสอบจริงจะเป็นอีกแบบนึงเลย (แต่ส่วนของ TOEFL รูปแบบการสอบก็จะประมาณเดียวกับที่บอกในกระทู้ที่ 5 อ่านะ)

เดี๋ยวต้องแก้เนื้อหาของ GRE อีก เวรกรรมจริงๆ (เผลอๆ อาจมี IELTS ตามมาติดๆ)
Logged

Pages: [1]
Print
Thai Computer EngineerGENERAL TALKEnglish and other language (Moderators: ปลาวาฬทราย, Echelon, noon)Topic: ความรู้สึกหลังจากเจอข้อสอบแนว TOEFL และ GRE
Jump to: