MSc, MA, MRes, MPhil and MBA ต่างกันอย่างไร มาดูกัน
  • สำหรับเพื่อนๆที่ กำลังค้นหาข้อมูลและหลักสูตรในการไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาโทของสถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักร มักมีข้อสงสัยว่า ทำไมมันถึงมีหลักสูตรหลากหลายรูปแบบเหลือเกินไม่ว่าจะเป็น MSc, MA, MRes หรือ MPhil แล้วข้อแตกต่างของแต่ละประเภทนั้นเป็นอย่างไร หลักสูตรใดเหมาะกับตัวของเราบ้าง เราลองมาดูคำอธิบายเบื้องต้นของแต่ละหลักสูตรกัน

    หากเราแบ่งหลักสูตรการเรียนออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการเรียนการสอน เราสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ Taught Masters ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนการสอนแบบ Lecture และทำ Coursework ในขณะที่หลักสูตรอีกประเภทก็คือหลักสูตรประเภท Master by Research ซึ่งจะเป็นการเรียนแบบเน้นการทำวิจัย และการทำวิทยานิพนธ์

    ในส่วนของหลักสูตรแบบ Taught Masters นั้นประกอบไปด้วยหลักสูตร 2 ประเภทคือ Master of Science (Msc) และ Master of Arts (MA) โดยทั่วไปแล้วหลักสูตร Msc นั้น จะเป็นในลักษณะของหลักสูตรปริญญาโทในสายการเรียนที่มีการใช้การคำนวณหรือวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลัก อาทิ Msc in Computer in Engineering, Msc in Health Science หรือ Msc in Economics ในขณะเดียวกันหลักสูตรประเภท MA จะเป็นหลักสูตรในสายการเรียนที่ไม่มีการคำนวณหรืออาจจะมีไม่มาก นักอาทิเช่น MA in Creative Writing, MA in American History หรือ MA in International Relationsทั้งนี้ในบางสายการ เรียนอาทิ Business หรือ Economics นั้น อาจจะมีได้ทั้งหลักสูตรที่เป็น Msc หรือ MA ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวิชาการเรียนของโปรแกรมนั้นๆ จะเน้นหนักไปทางด้านใด หากเน้นหนักทางด้านการวิเคราะห์ การคำนวณ และการใช้ตัวเลข เราก็สามารถทราบได้ในเบื้องต้นจากชื่อหลักสูตรที่จะเป็น Msc อย่างไรก็ตาม หากชื่อหลักสูตรเป็น MA เราก็จะทราบในเบื้องต้นได้ว่าหลักสูตรนั้นๆจะเป็นการเรียนในเชิง Qualitative มากกว่า Quantitative

    สำหรับในส่วนของ Master by Research นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทเช่นเดียวกันซึ่งประกอบไปด้วย Master of Research (MRes) และ Master of Philosophy (MPhil) สำหรับหลักสูตร MRes นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานในส่วนของการวิจัย หรือต้องการต่อยอดในการเรียนต่อปริญญาเอกในอนาคต แต่อาจจะยังไม่มีหัวข้อวิจัยที่ชัดเจน ดังนั้นการเรียนในหลักสูตร MRes จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ในส่วนของ Coursework เพิ่มเติมเพื่อค้นหาหัวข้อวิจัยที่ตัวเองถนัดและสั่งสม ประสบการณ์รวมถึงทักษะในการทำวิจัยต่อไป

    สำหรับหลักสูตร MPhil นั้น จะเป็นระดับปริญญาที่สูงกว่า Master of Science/ Arts ทั่วๆไป แต่จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า Doctoral degree ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้ว MPhil จะเป็นปริญญาที่ได้จากการเรียนในหลักสูตรปริญญาโทควบปริญญาเอก โดยนักศึกษาจะได้รับปริญญาประเภท MPhil ก็ต่อเมื่อผ่านการเรียนมาอย่างน้อย 2 ปีในการเรียนในหลักสูตรปริญญเอกและมีโครงร่างของการทำวิทยานิพนธ์ในเบื้องต้นแล้ว แต่ไม่ต้องการที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

    นอกจากประเภทของปริญญาที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีหลักสูตรปริญญาโทประเภทอื่นๆอีกอาทิเช่น MBA (Business), Mmus (Music) , LLM (Law) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายๆคนมักมีข้อสงสัยระหว่างหลักสูตร MBA และ Msc in Business หรือ MA in Business ว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วหลักสูตร MBA นั้นจะมีการเรียนการสอนที่กว้างกว่าหลักสูตร Msc หรือ MA in Business ทั่วไปและใช้เวลาในการเรียนที่นานกว่า ซึ่งหลักสูตร MBA จะใช้เวลาเรียนประมาณ 16 – 18 เดือน โดยในปีแรกจะเรียนวิชาพื้นฐานทางธุรกิจทั่วไปอาทิเช่น Marketing, Finance, Organization Management, HR, etc. และหลังจากที่เรียนวิชาบังคับจบแล้ว นักศึกษาจะมีสิทธิ์ในการเลือกเรียนวิชาเฉพาะทางในสายการเรียนที่ตนเองต้องการในปีที่สอง ในขณะเดียวกันสำหรับหลักสูตร Msc หรือ MA in Business นั้นจะเป็นการเรียนที่เฉพาะเจาะจงในหลักสูตรที่เลือกมาตั้งแต่ต้นเช่น Msc in Accounting ก็จะเป็นการเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับวิชาบัญชีเท่านั้น จะไม่มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาอื่นๆ นอกจากนั้นโดยทั่วไปสำหรับหลักสูตร MBA โดยส่วนมากทางมหาวิทยาลัยจะกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ทำงานขั้นต่ำ 2 ปี ในขณะที่หลักสูตร MSc หรือ MA in Business ทั่วไปนั้น ไม่มีการกำหนดประสบการณ์การทำงานขั้นต่ำแต่อย่างใด


    Credits: TSAClub.com
    Link: http://tsaclub.com/edu_guide.php?article_id=157

    ว่าแล้วก็ต้องขอเสริมอีกนิด
    ในส่วนของ Master of Research (MRes) นั้น ในความคิดเห็นของผมแล้ว ผมคิดว่ามันคงไม่เหมาะสำหรับคนไทยทั่วๆ ไปที่คิดจะเรียนต่อหลักสูตร ป.โท ในประเทศอังกฤษ สาเหตุหลักๆ เลยก็คือ จำนวน Coursework ที่จะต้องลงเรียนนั้น มีน้อยมากๆ แค่สองตัว (หรือสามตัวอย่างมาก) นอกนั้นก็จะเป็นการเรียนระเบียบวิธีการวิจัย แล้วก็จะเป็นการทำวิจัยเต็มรูปแบบเลย ซึ่งจะเหมาะสมกับผู้ที่มีหัวข้อวิจัยมาก่อนแล้ว (ส่วนมากก็จะเป็นพวกนักวิจัยที่ทำงานตามภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องการเรียนวุฒิ ป.เอก) ซึ่งก็จะมาเรียนเสริมบางวิชาที่ยังขาดความรู้อยู่เพื่อประกอบหัวข้อวิจัย หรือไม่ก็พวกที่ต้องการวุฒิวิจัย แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเรียน ป.เอก ได้ ซึ่งเขาก็จะมาเรียนเอาวุฒินี้ก่อน แล้วค่อยไปต่อ ป.เอกทีหลัง นอกจากนี้ หลักสูตรนี้ยังเปิดน้อยมากๆ อีกด้วย (น่าจะวุฒิสำหรับคนที่จะทำงานอังกฤษโดยเฉพาะมั้งนะ) และผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าเราได้รับวุฒินี้แล้ว เวลาจะไปสมัครเรียนต่อ ป.เอก ที่ประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา จะมีปัญหาหรือไม่ เพราะมันก็ไม่ใช่วุฒิมาตรฐานซะด้วย (ผู้ใด้มีความรู้ก็เข้ามาแชร์กันหน่อยก็ดีนะครับ)

    และในส่วนของ Master of Philosophy (MPhil) นั้น โดยปกติ จะเป็นวุฒิเริ่มต้นของหลักสูตร ป.เอก ซึ่งถ้าเราสมัครในหลักสูตร ป.เอก ของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ระบบจะขึ้นเป็น MPhil มาให้ก่อนเลย ในการเรียนปีแรกนั้น ทาง Professor จะเป็นผู้ประเมินตัวเราว่าผ่านเกณฑ์ที่เขาต้องการหรือไม่ (ส่วนมากก็จะประเมินจากความคืบหน้าของปริญญานิพนธ์ที่เราทำ) ถ้าผ่านเกณฑ์ ทางมหาวิทยาลัยก็จะปรับวุฒิของเราเป็น PhD และใช้เวลาอีกสองปีในการเรียน (รวมกันก็จะได้สามปี) แต่ถ้าเกิดเขาประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ขึ้นมา ก็จะมีอยู่สองกรณีตามนี้


    • [li]คงวุฒิ MPhil ไว้ และใช้เวลาเรียนอีกหนึ่งปี (รวมกันเป็นสองปี) จบมาก็จะได้วุฒิ MPhil ตัวนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราได้ผ่านการเรียน ป.เอก มาบ้าง แต่ผลงานยังไม่สมบูรณ์พอที่จะรับวุฒิ PhD[/li]
      [li]ถ้าเลวร้ายที่สุด ก็คือโดนรีไทร์เลย บรื๋ออออออ :P (สองอันนี้ เอามาจากระเบียบการของหลักสูตรทำวิจัยของ University of Liverpool)[/li]


    แต่บางครั้งก็มีบางมหาวิทยาัลัยก็อาจจะเปิดหลักสูตรเป็น MPhil โดยเฉพาะเลยก็มี เช่นของ University of York ก็จะมีเปิดหลักสูตรที่เรียนแล้วจะได้รับวุฒิ MPhil เลย คาดว่าน่าจะเป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่ต้องการวุฒิวิจัยขั้นสูง แต่ไม่ต้องการศึกษาต่อในระดับ ป.เอก อ้อ ต้องไม่ลืมว่า MPhil เ้ป็นวุฒิ ป.โท ขั้นสูงสุดนะ (สูงกว่า MSc, MA, MBA หรือ MRes) แต่ต่ำกว่า PhD ถ้าสงสัยให้ลองไปหาบทความในเว็บไซต์ของสำนักงาน กพ. อ่านดู (น่าจะชื่อเรื่อง การรับรองวิทยฐานะของหลักสูตรในสหราชอาณาจักร มั้งนะ จำไม่ค่อยได้แล้วแฮะ)

    ก็หวังว่าคงจะประโยชน์กันนะครับ

    ปล. 1. เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวหลักสูตรการเรียน ซึ่งเป็็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ถ้ามีข้อผิดพลาดปผระการใดผมจะรีบแก้ไขให้ทันที
          2. ขอไม่พูดถึงหลักสูตร ป.โท ของอเมริกานะ เนื่องจากว่าหลักสูตรของบ้านเรากับของเขาก็จะคล้ายๆ กัน (หลักๆ ก็คือ เรียน Coursework อย่างเดียว หรือทำวิจัยด้วย แค่้นั้นแหละ)
  • 1 Comment sorted by
  • ขอบคุณคับทั่น :)