Books Review
  • การลาออกครั้งสุดท้าย The Last Resignment

    • ทำไมผมถึงชอบหนังสือ "การลาออกครั้งสุดท้าย" ของพี่เต้ย
      ontheverge.exteen.com/20100731/entry

    • [Book Review] การลาออกครั้งสุดท้าย
      pantip.com/topic/32575564
      www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9786167079172
      narongwit.co/?p=1386

    • เมื่อไรจะถึง การลาออกครั้งสุดท้าย
      www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9530000123467

    • = การลาออกครั้งล่าสุด.. =
      www.oknation.net/blog/inmind/2011/01/05/entry-1
    "การทุ่มเวลาให้กับงาน
    จนลืมให้ความสำคัญกับตัวเอง
    ไม่ใช่การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง
    เพราะเวลาที่เราเจ็บป่วย
    จะมีแต่คนที่รักเราเท่านั้นที่คอยดูแล
    หากเหตุผลของการทำงานหนัก
    คือ เพื่อเลี้ยงดูลูกเมีย
    ในที่สุดแล้ว
    ผลที่เกิดขึ้นก็จะมีแต่ลูกเมียเท่านั้น
    ที่ได้รับความทุกข์นี้"

    Cr: ดร.วรฑา วัฒนะชยังกูร
    (ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร)
    ผู้มีบทบาทในวงการสื่อสารมวลชน
    ฝากข้อคิดไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยโรคมะเร็ง

    คำพูดสุดท้ายจากสตีฟ จ๊อบ
    https://www.facebook.com/yt.axa/posts/936644419706184

    ชีวิตเรายังมี
    - วิชาสุขภาพดี
    - วิชาทำให้พ่อแม่มีความสุข
    - วิชาครอบครัวรักกัน
    - วิชาเพื่อนที่ดี
    - วิชาสงบสุข
    - วิชาผจญภัย
    - วิชาความเข้าใจโลก
    รวมไปถึง
    - วิชาทำเพื่อส่วนรวม
    ที่ต้องลงเรียนไปพร้อมๆ กันด้วย
    Credit: The Last Resignment



    Credit: ┌(^_^)┘

    “Man sacrifices his health in order to make money. Then he sacrifices money to recuperate his health. And then he is so anxious about the future that does not enjoy the present, the result being that he does not live in the present or the future. He lives as if he is never going to die, and then dies having never really lived.
    มนุษย์เรานึ้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง“

    image

    image
    How to maximize your salary? : กุญแจสู่เงินเดือนสูงสุด
    https://www.se-ed.com/product/How-to-maximize-your-salary-กุญแจสู่เงินเดือนสูงสุด.aspx?no=9789749326626


    ข้อคิดที่ได้จากการทำงานมาครบ 10 ปี
    pantip.com/topic/30347780

    51 วิธีคิดของหัวหน้า ที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย
    medium.com/@priwziest/priwreadbooks-51-วิธีคิดของหัวหน้า-ที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย-eeefe6832361

    1. 9 บทเรียนจาก 3 วันที่ผ่านมา
      anontawong.com/2016/10/15/9-lessons

    2. วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari - The Life-Changing Magic of Tidying Up - ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว
      anontawong.com/2015/08/10/konmari

    3. โรงเรียนที่กำลังมาแรงที่สุดในเยอรมันนี
      anontawong.com/2016/07/10/hottest-school

    4. กฎ 20 ไมล์
      anontawong.com/2016/08/01/20-miles-march

    5. ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion - So Good They Can't Ignore You: Why Skills Trump Passion in the Quest for Work You Love
      anontawong.com/2016/05/22/passion-2

    6. สรุปบทเรียน 13 ปีชีวิตมนุษย์เงินเดือน
      anontawong.com/2016/03/15/13-years-salary-man
    B-)
  • 10 Comments sorted by
  • สิ่งดีๆ มีมาฝาก

    • 4 อาหารบำรุงสมอง
      www.postsod.com/brain-food

    • 7 อาหารบำรุงสมอง
      blog.janthai.com/อาหารบำรุงสมอง-3507.html

    • 10 เทคนิค เคล็ดลับ เตรียมรถให้พร้อมเที่ยว
      travel.mthai.com/travel_tips/5469.html

    • ขี้เซาก็ต้องระวัง นี่ล่ะผลเสียแย่ ๆ ถ้านอนมากเกิน
      http://health.kapook.com/view113548.html

    Cr: AIT HR

    • โรคไวรัสอีโบลา
      www.youtube.com/watch?v=H81HSc946Xw&list=PLazAaevUb5cic6xhgOjTYUyOwQHl-Xfw-
    B-)
  • Business - ยกเครื่องความคิด Rework

    • โลกแห่งความจริงไม่ใช่สถานที่ มันเป็นข้อแก้ตัวต่างหาก คนเรามักใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องลงมือพยายาม โลกที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณเลย

    • การวิวัฒนาการไม่ได้มีพื้นฐานมากจากความล้มเหลวในอดีต แต่พัฒนาขึ้นจากสิ่งที่ได้ผลดีอยู่แล้วต่างหาก

    • การทำให้ความฝันเป็นจริง คือ ความรับผิดชอบของคุณเองล้วนๆ อย่าบอกว่าไม่มีเวลา หรือยังไม่ถึงเวลา เพราะจังหวะเวลาที่เหมาะสมมันเป็นสิ่งที่ไม่มีวันมาถึงอีกด้วย

    • ธุรกิจที่ยังไม่มีเส้นทางทำกำไรไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็นแค่งานอดิเรก

    • การทำธุรกิจ = ความเชื่อ + ความสนุก + เงิน

    • ก่อนที่จะบ่นว่า "ไม่พอ" ลองพยายามคิดดูก่อนว่าคุณทำอะไรได้มากแค่ไหนจากสิ่งที่คุณมีอยู่

    • เมื่อคุณเริ่มต้นสิ่งใหม่ คุณจะมีทั้งสิ่งที่คุณ "ทำได้" "อยากทำ" "ต้องทำ" ซึ่งเราต้องเริ่มสิ่งที่เราต้องทำก่อน คือ การเริ่มต้นที่จุดศูนย์กลาง

    • การตัดสินใจ คือ การเดินไปข้างหน้า

    • แก่นของธุรกิจควรจะผูกอยู่กับสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง อะไรก็ตามที่ผู้คนต้องการในวันนี้ และยังต้องการในอีกสิบปีข้างหน้า นั่นแหละคือ สิ่งที่คุณควรจะลงทุน

    • ถ้าคุณอยากให้เกิดแรงเหวี่ยงและแรงจูงใจอยู่เสมอลองหาชัยชนะย่อยๆ ไปตลอดการเดินทาง เพราะถ้างานที่คุณทำอยู่ไม่มีแรงเหวี่ยงไปข้างหน้า มันคงไม่ใช่เรื่องดีนัก

    • คนเรามักตื่นเต้นเมื่อเห็นความขัดแย้ง พวกเขาจะเลือกข้าง ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับสินค้า และนั่นคือวิธีที่จะทำให้ลูกค้าสังเกตเห็นคุณได้ในทันที

    • เมื่อคุณสอน คุณจะทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับคุณอย่างที่กลยุทธ์การตลาดเก่าๆ ไม่สามารถทำได้

    • ถ้าคุณต้องการให้ใครสักคนหันมาสนใจ การดึงความสนใจของเขา โดยทำในสิ่งที่เหมือนกับคนอื่นๆ คงไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก

    • วัฒนธรรมคือผลพลอยได้ของพฤติกรรมที่ทำมานาน

    • เมื่อคุณต้องเขียน อย่าคิดถึงคนทุกคนที่จะต้องอ่านข้อความของคุณ คิดถึงใครคนใดคนหนึ่งแล้วลงมือเขียนเพื่อคนคนนั้น การเขียนถึงคนกลุ่มใหญ่จะทำให้คำที่คุณเลือกใช้ ฟังดูเย็นชาไร้ความรู้สึกและไม่เป็นธรรมชาติ

    • ดันทุรัง : เมื่อคุณเหนื่อยล้ามากๆ คุณมักจะทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีเดิมๆ ถึงแม้มันจะไม่ใช่วิธีที่ดีก็ตาม

    • ขาดความคิดสร้างสรรค์ : ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งแรกที่จะขาดหายไปเมื่อคุณอดนอน

    • หมดกำลังใจ : เมื่อสมองของคุณทำงานไม่รวดเร็วฉับไว คุณจะหันไปหาอะไรที่ต้องใช้สมองน้อยกว่า เช่น เปิด Facebook อ่านเรื่องชาวบ้านนั่นเอง

    • ขี้หงุดหงิด : ความอดทน จะลดลงฮวบ เมื่อคุณอ่อนล้า

    • แรงบันดาลใจเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่ทำให้คุณสร้างผลงานได้รวดเร็วขึ้นมาก และเป็นแรงกระตุ้นชั้นเยี่ยม แต่มันจะไม่รอคุณอยู่นานนัก รีบคว้ามันเอาไว้ จับให้แน่น แล้วนำมาใช้งานทันที

    Cr: iYom
  • Investment - หยง เกิดมาเทรด

    • แนวคิด จิตวิทยาในการลงทุน

      • เวลาตลาดเปิด / ปิด
        TOCOM เช้า เปิด 7.00-11.00 น., บ่าย เปิด 13.00
        ฮั่งเส็งฟิวเจอร์ เช้า เปิด 8.00-11.30 น., บ่าย เปิด 13.30
        AFET เช้า 10.00-15.45 น.
        SET เช้า 10.00-12.30 น., บ่าย เปิด 14.30-17.00 น.
        TFEX เช้า 9.45-12.30 น., บ่าย เปิด 14.30-16.45 น.
        (มีใครรู้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือผิดถูกอะไรก็แจ้งได้นะคับ)

      • ทุกครั้งที่ซื้อหรือขายต้องประเมินว่า นี่คือ โอกาสที่เสี่ยงต่ำสุด ไม่ใช่จุดที่ทำกำไรมากสุด

      • เราจะบริหารความโลภอย่างไร? การแยกเงินออกจากตัวเองบริหารอยู่ใน Port นั่นเอง

      • การลงทุนมีคุณสมบัติสองข้อ

        1. เงินลงทุนจะต้องเพิ่มมูลค่า ตลอดๆ (ทุนโต)

        2. จะต้องสร้างกระแสเงินสดให้เราได้อย่างต่อเนื่อง โดยเราอาจได้รับปันผลหรือแบ่งขายทำกำไรออกมาเป็นส่วนๆ

      • หัวใจของการสร้างความมั่งคั่งนั้น ไม่ใช่การหาเงินก้อนใหญ่สุดๆ แต่คุณต้องสร้างสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดให้มันโตที่สุด

      • ถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ จะทำให้ใกล้เป้าหมายมากขึ้นหรือไกลออกไป เราต้องโฟกัสเฉพาะเรื่องที่ทำให้เราถึงเป้าหมายเท่านั้น แม้กระทั่งสุดท้ายแล้วไปไม่ถึง เราก็ยังสามารถมองกลับมาเป็นประสบการณ์ได้

      • คำว่า "หน้าที่" มันต่างจากคำว่างานหรือ job เพราะถ้าเป็นงาน คุณอาจจะไม่อยากทำก็ได้ แต่สำหรับหน้าที่ มันคือ "ความผูกพัน"

      • วิธีการที่จะวางผังพอร์ตให้กับสินค้าฟิวเจอร์ ซึ่งมีขนาดไม่เท่ากัน ให้สมดุลนั้น อย่าไปดูที่มูลค่าหรือจำนวนสัญญา ดูที่เงินตัวเองว่าเทรดได้เท่าไหร่ เอาเงินเราเป็นที่ตั้ง

      • วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราค้นพบตัวเองได้เร็วที่สุด คือ การเขียนบันทึกหรือไดอารี่เกี่ยวกับการเทรดในแต่ละวัน (Trade log)

    • การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

      • ในขาลงถ้าเรายังไม่เห็นจุดต่ำสุดของรอบ นั่นแปลว่ายังไม่ควรซื้อ ส่วนในขาขึ้นถ้าการขึ้นของราคายังไม่ใช่จุดสูงสุดของรอบ การเข้า Short (ขาย) จะอันตรายมาก

      • ธรรมชาติของหุ้นจะมาเป็นรอบๆ สามแบบ คือ Uptrend (หุ้นในช่วงขาขึ้น), Downtrend (หุ้นในช่วงขาลง) และ Sideways (เป็นช่วงที่กราฟหุ้นวิ่งออกข้าง เคลื่อนไหวไม่ชัดเจนว่าราคาจะขึ้นหรือจะลง) รอบขาขึ้น ขึ้นแล้วทำ Higher low (HL: จุดต่ำสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดต่ำสุดเดิม) สูงขึ้น นั่นแปลว่าจะขึ้นต่อ รอบขาลง คือ การลงมาสร้างฐานต่ำลงเรื่อยๆ

      • การดูจะเริ่มจาก Momentum แล้วก็มาดู Trend แล้วถึงมาดู Price แต่การสอนจะตรงกันข้าม Price > Trend > Momentum

      • ไส้เทียนที่เป็นไส้ยาวๆ ข้างล่าง แปลว่า มันมีการเทขายหุ้นออกมา แต่ด้วยเหตุผลบางประการนักลงทุนอาจมองว่า ราคาที่ขายลงมาถูกมาก จึงต้องไล่ซื้อกลับ

      • หุ้นนั้นใช้เทคนิควิเคราะห์ก็ดี แต่ต้องมีปัจจัยพื้นฐานมาเสริมด้วย

      • Price

        • บอกทิศทางการขึ้น/ลง

        • Price Pattern "ดูว่ามันเดินอย่างไร"

          • จะมีการเหวี่ยงตัว, บีบตัว ของราคา ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และสิ้นสุดด้วยการ Breakout

          • จะ Break ขึ้นหรือลง ให้ดู Trend ในช่วงที่ผ่านมา

          • ดูจากแนวรับ/แนวต้าน ถึงแนวไหนมันจะเกิดการฟอร์มตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจึงเกิด Price Pattern และ Breakout

          • เดินตามในจุดที่ชัด อย่าเก็งว่ามันจะขึ้นหรือลง เราต้องรู้พฤติกรรมที่ทำให้เกิด Pattern นั้น

      • Trend
        • บอกทิศทาง
        • แนวรับ-แนวต้าน
        • เกิดจากการเอา Price มาคำนวณ

      • Momentum
        • บอกกำลังของ Trend (ต้น, กลาง, ปลาย)
        • เกิดจากส่วนต่างของ Price

    • Money Management

      • ถ้าเราเริ่มต้นเทรดที่ 80% ของพอร์ต ครั้งต่อไปก็ต้องเทรดที่ 80% เท่าเดิม ไม่ต่ำกว่านี้ และเมื่อพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะต้องไม่เทรดลดลงมาเช่นกัน

      • โครงสร้างการเงินจะต้องมีสามส่วน (รวย + มั่งคั่ง + มั่นคง)
        1. ลงทุนเน้นการเก็งกำไร : เงินมันจะโตเร็ว
        2. ลงทุนเน้นสร้างกระแสเงินสด : ใช้เพื่อเลี้ยงเราในอนาคต โดยที่มันต้องมากกว่าค่าใช้จ่ายประจำของเรา และเป็นจุดสร้างความมั่งคั่ง
        3. เงินออม : เพื่อใช้เป็นฐานของชีวิต เผื่อกรณีฉุกเฉิน โดยแบ่งมาจากข้อ 1 และ 2 นั่นเอง

      • มีเงินมากเท่าไหร่ มันไม่ใช่คำตอบ จริงๆ แล้ว จะต้องมีกระแสเงินสดเข้ามามากกว่าค่าใช้จ่ายต่างหาก

      • เทรดเดอร์ ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่มีเทคนิคการเทรดขั้นเทพ แต่เป็นคนบริหารพอร์ตได้ดีเยี่ยมต่างหาก

      • องค์ประกอบสามอย่างที่เทรดเดอร์ควรต้องมี คือ จิตวิทยา + การบริหารเงิน + Technical

      • เมื่อเราบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พอร์ตไม่ควรสวิงขึ้นลงมากกว่า 10%

      • "Don't let it get expensive" ชีวิตเราถือว่าเป็นสิ่งที่ราคาแพงที่สุดแล้ว ถ้าเราทำอะไรถึงเป้าหมายแล้วยังไม่เลิก มันก็เหมือนกับการผูกมัดทางใจ เหมือนกับสร้างห้องกักขังทางใจไว้กับความฝันที่วาดไว้ เราจะ "Move on" ไม่ได้

      • "ความศรัทธาของคนเราเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะตอนที่ทุกอย่างราบรื่น ไม่ว่าอะไรคุณก็จะไม่บ่น แต่พอเจอปัญหาที่แทบไม่เห็นทางออก ตอนนั้นมันต้องอาศัย ศรัทธา ความเชื่อ ความรักในสิ่งที่ทำ ซึ่งจะนำพาเราก้าวผ่านอุปสรรคไปได้"

    Cr: iYom
  • Investment - เล่นหุ้นเป็นระบบ คุณก็รวยได้

    http://www.cwayinvestment.com

    • บทนำ (Introduction)

      • การจับจังหวะการเข้าซื้อหรือขายหุ้นไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% แต่สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ เมื่อผิดพลาดผิดทาง ต้องรู้จักยอมรับและหยุดการขาดทุนทันที

      • แม้เป็นการลงทุนระยะยาว (หรือ VI) การจับจังหวะก็มีความจำเป็น เพราะการที่เรามีเงินลงทุนน้อย ไม่สามารถหว่านซื้อหุ้นได้มากมาย ดังนั้น การซื้อหุ้นในราคาที่ถูกได้นั้น หมายถึงการใช้เงินอย่างรู้คุณค่า

      • Body ของแท่งเทียนยิ่งยาวยิ่งแสดงถึงการ Bullish มากๆ

      • DOJI คือ ช่วงที่ราคาเปิดและราคาปิดมีค่าเท่ากันหรือใกล้เคียงกันมาก

    • การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)

      • อย่าพยายามจินตนาการ (คาดหวังว่าราคาหุ้นจะเป็นงี้ เป็นงั้น) เพราะราคาหุ้นไม่เคยหลอกเรา แต่สิ่งที่กำลังหลอกเราคือ จิตใจของเราเอง

      • พูดถึงราคา ต้องรู้แนวโน้มก่อน

      • รู้แนวโน้มต้องดูขนาดของ Time Frame (TF) ด้วย

      • แนวรับ / แนวต้าน
        • ใช้ Fibonacci
          • ขาลง ลากบนลงล่าง
          • ขาขึ้น ลากล่างขึ้นบน
        • ใช้ EMA
        • ใช้ จุดสูงสุด/ต่ำสุด ก่อนหน้า

      • GAP: Breakaway Gap

      • เรขาคณิต
        • สามเหลี่ยมยกตัว
        • สามเหลี่ยมยุบตัว

    • ดัชนีราคา (Price Indicator)

      • ดัชนีราคา ใช้ค่าราคา ณ ช่วงเวลาต่างๆ มาคำนวณ ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว การย้อนกลับมาดูดัชนีราคาจึงสมเหตุ สมผล

      • การใช้ดัชนีราคาแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ
        1. กลุ่มของ Trend : ราคาหุ้นมีแนวโน้มชัดเจน เช่น EMA, MACD, Bollinger Band และ Band Indicator
        2. กลุ่มของ Oscillator : วัดความแกว่งของราคา เพื่อระบุสัญญาซื้อขายในช่วงราคาแกว่งตัวในกรอบ มีทั้ง RSI, STO และ ADX (DMI)

      • กรณีแท่งเทียนลอยสูงกว่า EMA เส้นสั้นมากจะแสดงถึงแรงซื้อที่มาก ราคามีการปรับตัวขึ้นสูงเข้าข่าย Overbought

      • ดัชนีราคา
        • มีแนวโน้มชัดเจน
          • EMA
            • EMA (5, 10, 20, 50, 75)
            • ถ้าลอยสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยมาก Over Bought
          • Bollinger Band
            • พิจารณาร่วมกับดัชนีราคาตัวอื่น เพราะตัวมันเองไม่ได้มีลักษณะบอกสัญญาซื้อขาย
            • ใช้ร่วมกับ MACD, RSI และ STO
          • MACD
            • ลักษณะ macd > sig, macd > 0: ขึ้นชัด (ซื้อ), macd < 0: ขึ้นระยะสั้น
            • ลักษณะ macd < sig, macd > 0: ลงระยะชัด, macd < 0: ลงชัด (ขาย)
        • Oscillator (วัดความแกว่งของราคาที่แกว่งตัวในกรอบแคบ เพื่อระบุสัญญาซื้อขาย)
          • RSI
            • over bought/sold ใช้ดูความอิ่มตัวของแนวโน้ม
            • cross over กำหนดสัญญาซื้อขาย ดูคู่กับ EMA
              (14, 9) * Buy (EMA < RSI) * Sell (EMA > RSI)
            • divergent มีนับเมื่ออยู่ในโซน over bought/sold
          • STO
            • over bought/sold ใช้ดูความอิ่มตัวของแนวโน้ม
            • cross over กำหนดสัญญาซื้อขาย
              * Buy (%K > %D) * Sell (%K < %D)
            • divergent มีนับเมื่ออยู่ในโซน over bought/sold
          • ADX or DMI
            • ADX > 20, +slope : แนวโน้มขาขึ้นชัดเจน
              ADX < 20, slope ใกล้ศูนย์ : sideways
            • cross over
              * Buy (DI+ > DI-) * Sell (DI+ < DI-)
            • วัดกำลังและความแข็งแกร่งของแนวโน้ม

      • Multiple TF
        • TF ใหญ่ Sideways : ดู TF เล็ก ว่ามีแนวโน้มชัดเจน (ปริมาณสนับสนุน)
        • TF เล็ก Sideways : ไม่แน่นอนสูงอย่าพึ่งทำการอันใด
        • ดูหุ้น 2 TF : ดูแนวโน้มร่วมกับแนวรับ แนวต้านบนสองกรอบเวลา / ไม่เหมาะใช้ indicator พิจารณาร่วมกัน

    • การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขาย (Volume Analysis)

      • มีดัชนีเชิงปริมาณสองตัว (Volume Indicators) คือ
        1. OBV (On Balance Volume) : ใช้วัดการแกว่งตัว
        2. VAD (Variable Accumulation Distribution) : ใช้วัดการแกว่งตัว

      • การติดตามกระแสเงินต่างชาติ ควรพิจารณารูปแบบความต่อเนื่องของแรงซื้อ และติดตามดูยอดซื้อขายสะสมมากกว่า

      • แนวคิด
        • บ่งบอกคุณภาพของแนวโน้ม
        • ทิศทางราคาขัดแย้งกับทิศทางของ VOL จุดกลับตัวแนวโน้มราคาหุ้น

      • ดัชนีเชิงปริมาณ (Volume Indicators)
        • OBV : On Balance Volume
          • ราคาขึ้น > OBV ขึ้น > VOL มาก > แนวโน้มชดเชย
          • แนวโน้ม สูงสุดของราคา > สูงสุดของ OBV
          • Divergence ราคาขึ้น > OBV เริ่มลดตัวลง แรงซื้อเริ่มลด
          • EMA ใน OBV > บอกถึง ปริมาณเพิ่มขึ้นของปริมาณสะสม เพื่อยืนยันสัญญาณซื้อและขาด ในระบบอื่นๆ (RSI, MACD) หากราคา sideways และ OBV เพิ่มสะท้อนถึงการสะสมหุ้น เพื่อก่อตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้น
        • VAD : Variable Accumulation Distribution
          • VAD > 0 : ขึ้น, VAD < 0 : ลง
          • แนวโน้ม VAD มีทิศทางเดียวกับราคา ทิศทางชัดเจนแน่นอน

    • ระบบเทรด (Trading System)

      แบ่งออกเป็น 3 ส่วน หลัก คือ

      1. Trade Algorithm : การวิเคราะห์เชิงเทคนิค ที่จะนำมาสร้างเป็นเงื่อนไขการเข้าหรือออก (Entry & Exit) ในการเทรดหุ้น ประกอบด้วย
        1. Trend Following : ขี่ตามแนวโน้ม
        2. Zoning System : จับจังหวะทยอยซื้อหุ้นปันผล
        3. Breakout System
        4. Swing Trading : ซิ่งไปตามแนวโน้มย่อย
        5. Volatility System : เต้นไปตามความผันผวน

      2. Money Management : บริหารจัดการเงินของเรา ให้อยู่ในความเสี่ยงที่จำกัด ประกอบไปด้วย
        1. Money Management System : กำหนดขนาดเงินลงทุน
        2. Risk Reward Ratio : สัดส่วนเกราะทองคำ เพื่อวางแผนการลงทุน
        3. Expectancy
        4. Cut Loss
          การ Cut Loss เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ แต่ที่ทำไม่สำเร็จก็เพราะไม่ได้วางแผนเตรียมรับมือมาก่อน
        5. Trilling Stop : ป้องกันการขาดทุน หรือ การหยุดการขาดทุนกำไร
        6. Port Folio Analysis
        7. ป้องกันความเสี่ยงด้วย TFEX

        ประเด็นอื่นๆ
        การทำ Money Management เป้าหมายคือ การจำกัดผลกระทบต่อการขาดทุนต่อเนื่อง

      3. Trading Psychology : ใจและวินัยในการยึดมั่นต่อระบบที่เราพัฒนา

        • สิ่งสำคัญในการเก็งกำไร อาจไม่ใช่ที่ราคาถูกหรือแพงเพียงอย่างเดียว แต่แนวโน้มความต่อเนื่องของราคาในขณะนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่า

        • ควรจะมีเป้าหมายผลตอบแทน ทั้งระยะสั้น (ไตรมาส) ระยะยาว (ปี) เป้าหมายนั้นจะใช้ เพื่อวางกลยุทธ์บริหารการลงทุน และใช้เปรียบเทียบผลการลงทุนกับผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นด้วย

        • หุ้นทุกตัว มีรอบที่จะเข้าไปทำกำไร จะต้องจับจังหวะให้ถูก เพื่อสามารถเก็งกำไรรายรอบตามทิศทางของ Fund Flow

        • อย่าพยายามมองเงิน ที่ได้หรือเสียจากการลงทุน เป็นมูลค่าที่เทียบกับสิ่งของ สินค้า ที่เราต้องการในโลกจริง เพราะมันจะทำให้จิตเราอ่อนแอได้ง่ายๆ

        • การเทรดในหนึ่งครั้งจะแพ้หรือชนะ ก็เป็นส่วนหนึ่งในความน่าจะเป็น ไม่มีนัยอะไรให้เราต้องดีใจหรือเสียใจ เพราะถ้าเราคิดใช้ระบบเทรดในการลงทุน ต้องมองภาพรวมในระยะยาว

        • "ความกลัว" รู้จักมัน ด้วยระบบการลงทุน และการบริหารจัดการเงินทุน การตั้งการจำกัดการขาดทุน จะทำให้แปลงสภาพของความกลัวจากนามธรรม (ประมาณว่า หลอน วิตกจริตไปเรื่อย) ให้เป็นรูปธรรมในเชิงตัวเลขที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยรับมือกับความกลัวนั้นได้

        • "ความโลภ" รู้จักมัน ด้วยการวางแผนการลงทุน จะได้รู้ผลตอบแทนที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งความพอใจจะเข้าไปสกัด ความโลภ หรือไม่คือ พอได้อย่างเป้าที่ตั้งไว้ ที่เหลือก็คือ ความโลภล้วนๆ

        • เคล็ดลับการเล่นหุ้นอยู่ที่ใจ

        • ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ข่าวหรือเหตุการณ์จะออกมาอย่างไร แต่นัยอยู่ที่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากตอบสนองต่อข่าวและเหตุการณ์อย่างไรมากกว่า

        • การตัดสินใจของเราเป็นของเรา จริงๆ หรือ? - Are we in control of our own decisions?
          http://www.ted.com/talks/dan_ariely_asks_are_we_in_control_of_our_own_decisions

    Cr: iYom
  • Investment - ตีแตก : กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต

    • ในภาวะที่เศรษฐกิจเลวร้าย บริษัทที่ขายสินค้าในประเทศเป็นหลัก โอกาสที่จะทำกำไรสูงนั้นยากมาก ส่วนใหญ่แค่ประคองตัวให้รอดพ้นวิกฤต ก็ถือว่าดีแล้ว จะมีก็แต่ธุรกิจส่งออกเท่านั้นที่จะทำกำไรและมีเงินสดเหลือมากได้

      การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุนส่วนบุคคลโดยทั่วไปนั้น มีความได้เปรียบสถาบันการลงทุนใหญ่ๆ ที่ว่าเราลงทุนไม่มาก เราต้องการหุ้นดีๆ ไม่กี่ตัวที่เราแน่ใจว่าดีจริง แล้วลงทุนในหุ้นนั้นๆ หุ้นอื่นๆ อีก 90-95 % จะเป็นอย่างไรเราไม่สนใจ เพราะเป็นหุ้นที่ไม่มีอะไรเด่น เป็นหุ้นประเภทโภคภัณฑ์ที่หวังอะไรไม่ได้มากนัก

      ถ้าจะเปรียบเทียบกับการจับปลา วิธีการจับของเราก็คือการวางเบ็ดเพื่อจับปลาตัวใหญ่ๆ ไม่กี่ตัว ถ้าปลาติดเบ็ดอย่างที่เราคิด อาหารอันโอชะรอเราอยู่ข้างหน้า ส่วนนักลงทุนประเภทสถาบันลงทุนใหญ่ๆ นั้น วิธีการหาปลาของเขาต้องใช้แหหรือลงอวน ปลาส่วนใหญ่ที่ติดขึ้นมาก็คือปลาเล็กปลาน้อยเต็มไปหมด การหาปลาแบบใช้แหหรือลงอวนนั้นเป็นวิธีของนักการค้า ส่วนการใช้เบ็ดตกปลานั้นเป็นวิธีของศิลปิน

      การลงทุนเป็นศิลปะที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง มันใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ การวิจารณ์ คาดการณ์ จังหวะการซื้อ การรอคอย การขาย และความเข้มแข็งของจิตใจในการเผชิญกับความผันผวนในโลกของเศรษฐกิจการเงิน ทั้งหมดนี้มีความมั่งคั่งส่วนบุคคลเป็นเดิมพัน

    • นักวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยทั่วไปเน้นการลงทุนสั้นๆ ต้องการให้นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยๆ เพื่อจะได้รับคอมมิสชั่นจากการซื้อขายมากๆ ส่วนการลงทุนระยะยาวจะมองพื้นฐานของบริษัททั้งในด้านของการผลิต การตลาด และการเงิน วิเคราะห์บริษัทในแนวที่คล้ายกับว่าจะเข้าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจและจำเป็นต้องอยู่นาน

      1. ดูข้อมูลย้อนหลังหลายๆ ปี จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไม่คาดการณ์อนาคตมากนัก โดยทั่วไปก็ประมาณคร่าวๆ ไป 1 ไตรมาสหรือคาดการณ์ถึงสิ้นปีแบบง่ายๆ เช่น เอาข้อมูลกำไรล่าสุดเป็นฐาน แล้วคูณด้วยตัวเลขไตรมาสที่เหลืออยู่ เพื่อหาว่ากำไรในปีนี้จะเป็นเท่าไร เป็นต้น เหตุที่ทำเช่นนั้น ก็เพราะคิดว่าไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นพอ และที่เคยเห็นก็ไม่พบว่ามีนักวิเคราะห์คนไหนที่ทายได้แม่นจริงสักคน

      2. งบการเงิน ถ้ามีเงื่อนไขหรือมีหมายเหตุของผู้สอบบัญชีปรากฏอยู่บนหน้าแรก พึงต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้างบการเงินไม่สะอาด โอกาสที่ภายในบริษัทจะไม่สะอาดด้วย ย่อมจะมี

      3. บริษัทที่มีหนี้สูงและพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นอันตราย คงรู้สึกไม่สบายใจว่าบริษัทอาจจะเจ๊งได้ เหมือนกับนอนบนคอนโดฯ สูง 30 ชั้น แล้วรู้สึกว่าตึกนั้นสร้างไม่แข็งแรง

        ลองคิดคร่าวๆ ถ้าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีหนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท และต้องจ่ายดอกเบี้ยเพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จะต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งแปลว่า ต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท ยังไม่นับเงินต้นที่ต้องทยอยคืน ถามว่าบริษัทจะจ่ายได้อย่างไร เพราะถ้าสมมติว่าขายบ้านได้วันละ 4-5 หลังทุกวัน ราคาหลังละล้านเศษ ก็จ่ายได้เฉพาะค่าดอกเบี้ยเท่านั้น ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และเงินต้นที่จะต้องคืนเพื่อปลอดจำนองบ้านและที่ดินที่ติดอยู่กับสถาบันการเงินยังไม่นับ

      4. ผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุดจะต้องดี น่าประทับใจ นั่นคือ กำไรคิดเป็นเม็ดเงินต้องมากกว่าไตรมาสที่ผ่านมา กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต้องสูง อย่างน้อยก็ 18-20 เปอร์เซ็นต์ต่อปีขึ้นไป การที่เราจะซื้อหุ้นโดยที่กำไรยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าดีขึ้นนั้น เราอาจจะต้องรอนานกว่าหุ้นจะขึ้นไปได้ หุ้นนั้นจะขึ้นไปได้ก็ต้องมีกำไรมาหนุน มาเป็นตัวขับดันให้หุ้นวิ่ง อย่างไรก็ตาม กำไรที่จะให้ผลได้จริงๆ นั้น จะต้องเป็นกำไรจากการดำเนินงาน ไม่ใช่กำไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สิน

    • คุณภาพ VS ราคาหุ้น

      ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของหุ้นนั้น จะต้องเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพของหุ้นหรือของกิจการกับราคาหุ้นที่จะซื้อ อัตราส่วนความคุ้มค่าเรียกกว่า PEG Ratio ซึ่งเกิดจากการเอา P/E ของหุ้นตั้ง และหารด้วย G (Growth) หรือการเจริญเติบโตของกำไร

      ถ้าอัตราส่วนออกมาน้อยกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E ต่ำกว่าการเจริญเติบโตของกำไร แสดงว่าหุ้นมีราคาถูก เพราะราคา (ซึ่งแทนด้วยค่า P/E) ต่ำกว่าคุณภาพ (ซึ่งแสดงด้วยการเจริญเติบโตของกำไร) ในทางตรงกันข้าม ถ้า PEG มีค่ามากกว่า 1 เท่า หรือค่า P/E สูง แต่การเจริญเติบโตต่ำ แสดงว่าหุ้นมีราคาแพง เกินกว่าคุณภาพ ไม่น่าสนใจที่จะซื้อ

      ตัวอย่างหุ้น ก. มี P/E 5 เท่า และหุ้น ข. มี P/E 10 เท่า เราบอกว่า หุ้น ก. มีราคาถูก และหุ้น ข. มีราคาแพง แต่ถ้าสมมุติว่า กำไรของบริษัท ก. นั้นถึงแม้ว่าจะมาก แต่วิเคราะห์ดูแล้ว อนาคตคงไม่เติบโตขึ้นอีกเท่าไร ประมาณให้เพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในขณะที่บริษัท ข. นั้นกำไรมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปอีกมาก เพราะอยู่ในธุรกิจที่โตเร็ว และบริษัทเป็นผู้นำ คาดว่าจะโตถึง 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5-6 ปีข้างหน้า คำนวณค่า PEG พบว่า หุ้น ก. มีค่า PEG เท่ากับ 5/2.5 = 2 เท่า มากกว่า 1 ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ในขณะที่หุ้น ข. มี PEG เท่ากับ 10/20 = 0.5 เท่า น้อยกว่า 1 เป็นหุ้นที่คุ้มค่า น่าลงทุนกว่า

      อย่างไรก็ตาม การใช้ค่า PEG นั้น จะไม่ใช้เป็นตัวตัดสินว่าจะเลือกหุ้นบริษัทหนึ่งเหนือหุ้นอีกบริษัทหนึ่ง โดยดูว่ามีค่า PEG ต่ำกว่าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะค่า G หรือการเจริญเติบโตของกำไรนั้น เป็นค่าที่เกิดจากการคาดการณ์อนาคตไปหลายปี เอาแน่มากไม่ได้ แต่ค่า P/E เป็นค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงกว่า โดยเฉพาะค่า P หรือราคาหุ้นนั้น เป็นของจริงที่เราต้องควักกระเป๋าจ่าย

      ดังนั้นในหลายๆ กรณี จะให้ความสำคัญแก่ค่า P/E มากกว่า เช่น ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีค่า P/E เพียง 3-4 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำมาก แบบนี้แม้กำไรของบริษัทไม่โตเลย ก็ยังคุ้มที่จะลงทุน เพราะค่า P/E ที่ 3-4 เท่านั้น หมายความว่าค่า E/P หรือผลตอบแทนต่อปีของการลงทุนซื้อหุ้น จะเท่ากับ 25-33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่งดงาม ไม่จำเป็นที่กำไรจะต้องโต ก็ยังคุ้มที่จะลงทุน

      ในทางตรงกันข้าม หากค่า P/E สูงมาก เช่น เท่ากับ 20 เท่า แม้จะดูว่าบริษัทเป็นประเภทเติบโตเร็วไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็อาจจะไม่น่าสนใจซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะถ้าการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาด ราคาหุ้นอาจตกลงมาได้มาก เนื่องจากเป็นหุ้นราคาแพง

    • ลงทุนในหุ้นแบกับดิน (Value Investment)

      ถ้าเป็นคนที่ชอบซื้อของในงานวัด หรืองานขายของถูกที่จัดกันบ่อยมากละก็ ก็คือ Value Investor ในความหมายดั้งเดิม นักลงทุนประเภทนี้จะมองหาหุ้นของบริษัทที่มีราคาตกต่ำลงมามาก

    • หุ้นกลุ่มธุรกิจที่ผลิตสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ หรือสินค้าที่ไม่มีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษและมีคู่แข่งมากมายนั้น เป็นหุ้นที่ไม่ใคร่น่าสนใจนัก และพึงหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน

      เมื่อรู้ว่าธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ดีในเชิงผลิตภัณฑ์และการตลาดแล้ว สิ่งต่อมาก่อนที่จะคิดซื้อหุ้นก็คือ จะต้องวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทนั้น การวิเคราะห์งบการเงิน จะต้องดูว่า การทำกำไรของบริษัทเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น เพราะอัตราส่วนกำไรตัวนี้เป็นตัวที่จะบอกว่า ธุรกิจนั้นมีกำไรดีพอไหม ถ้ากำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ากำไรยังใช้ไม่ได้ ถ้าแนวโน้มยังไม่เพิ่มขึ้น หุ้นก็ไม่น่าสนใจ

      ถัดจากเรื่องกำไรขาดทุนก็เป็นเรื่องของฐานะการเงิน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้สินที่เป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ย ถ้าหนี้สินตัวนี้มากบริษัทก็ลำบาก อย่างไรก็ตามหนี้สินรวมทั้งหมด ไม่ควรจะมากกว่าเงินทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น เพราะถ้าหนี้สินมากกว่าเงินทุนส่วนของเจ้าของ โอกาสที่บริษัทจะประสบกับการล้มละลายก็มีมากขึ้น

      นอกจากการวิเคราะห์ดูงบดุลและงบกำไรขาดทุนแล้ว เราก็ควรดูแนวโน้มด้วยว่า ฐานะการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นหรือ เลวลง เช่น กำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน หรือหนี้ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา เป็นต้น

      เมื่อพิจารณาเรื่องผลการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ขั้นต่อมาก็คือ การดูว่าหุ้นนั้นมีราคาถูกหรือแพง โดยเปรียบเทียบกับคุณภาพของหุ้นตัวนั้นเอง คำว่าถูกหรือแพงนั้น เราดูที่อัตราส่วน 2 ตัว คือค่า P/E และค่า P/B

      ค่า P/E คือราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น ส่วนค่า P/B คือ ราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีของหุ้น ถ้า P/E และ P/B มีค่าต่ำ แสดงว่าหุ้นมีราคาถูก ค่า P/E ควรต่ำกว่า 5 เท่า และค่า P/B ควรต่ำกว่า 1 P/E ควรมีค่า 15 เท่าขึ้นไปถึงจะเรียกว่าแพง และค่า P/B ไม่เกิน 2 เท่า ก็ยังถือว่าไม่แพง

      หลังจากที่รู้ว่าหุ้นแพงหรือหุ้นถูกดูกันอย่างไรแล้ว เรากำหนดว่า คุณภาพของหุ้นให้ดูจากอัตราการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัท ถ้ากำไรเติบโตสูง ถือว่ามีคุณภาพดี กำไรเติบโตแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถือว่าบริษัทโตช้า คุณภาพต่ำ

      เมื่อได้ทั้งราคาและคุณภาพแล้ว เราก็เปรียบเทียบกันโดยคำนวณค่าของ PEG Ratio หรืออัตราส่วน P/E ต่อการเจริญเติบโตที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น ถ้าบริษัทมีค่า P/E เท่ากับ 5 เท่า แต่โตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เช่นนี้ค่า PEG ก็เท่ากับ 5/10 หรือ 0.5 ค่า PEG ที่ต่ำกว่า 1 ถือว่าเป็นหุ้นที่มีความคุ้มค่า น่าลงทุน ส่วนหุ้นที่มี PEG สูงกว่า 1 คือค่า P/E สูงกว่าอัตราการเจริญเติบโตของกำไร เรียกว่าหุ้นราคาแพงกว่าคุณภาพ อย่างนี้ไม่ควรลงทุน
  • Investment - แก่นการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

    • คนจำนวนไม่มากที่มีคุณสมบัติของนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ บางคนอาจฝึกฝนได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะเรียนรู้กันได้ทุกคน

    • คุณต้องอดทนและให้เวลากับตัวเองมากพอ คุณไม่ได้หวังรวยลัดแต่ต้องการผลตอบแทนอันมั่นคงในระยะยาว

    • "ถ้าคุณชอบสินค้าของบริษัทนั้น คุณก็ซื้อเลย" การเป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยอะไรมากกว่านั้นเยอะ

    • ผลตอบแทนชั้นเยี่ยมจะเกิดจากการคาดการณ์ที่แตกต่างจากความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ได้อย่างถูกต้องเท่านั้น

    • ในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน การประเมินมูลค่าที่เหมาะสมให้ได้ถูกต้อง เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

    • การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหลีกเลี่ยงการคาดเดาอนาคต และการลงทุนแบบเน้นการเติบโตเน้นเรื่องการคาดเดาอนาคตเพียงอย่างเดียว (หา Style ของตัวเองให้เจอ)

    • ถ้าเลือกธุรกิจถูก เวลาจะช่วยลดความเสียหายจากการซื้อแพงได้

    • แน่นอนว่า การมองเห็นอนาคตยากกว่าการมองดูปัจจุบันมาก ดังนั้นโอกาสประสบความสำเร็จของนักลงทุนหุ้นเติบโตควรจะต่ำกว่า แต่ผลตอบแทนของการประสบความสำเร็จอาจจะสูงกว่า

    • โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลา 2-3 ปี จะเพียงพอสำหรับการปรับราคาให้ "ถูกต้อง" ของตลาด

    • นักลงทุนควรคำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องการล้าสมัยด้วย เนื่องจากมันสามารถทำให้หุ้นถูกกลายเป็นกับดักมูลค่า (Value trap)

    • การรู้ว่าควรซื้อเมื่อไหร่ช่วยบรรเทาความผิดพลาดที่เกิดจากการขายเร็วเกินไปได้

    • แค่เลือกซื้อหุ้นของบริษัทชั้นดีมันไม่พอ ต้องซื้อในระดับราคาที่สมเหตุผลด้วย (ราคาถูกได้ยิ่งดี)

    • ต่อให้ข้อดีต่างๆ ของหุ้นเป็นความจริง ก็ยังสามารถขาดทุนได้ ถ้าซื้อมันมาในราคาที่แพงเกินไป

    • ซื้อในราคาที่ควรซื้อเป็นสิ่งที่ยาก แต่ถ้าทำได้อย่างถูกต้องแล้ว เวลาและผู้เล่นคนอื่นๆ ในตลาดจะจัดการกับส่วนที่เหลือเอง

    • การตัดสินใจควรจะคิดถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องผลตอบแทนอย่างเดียว

    pantip.com/topic/35560868
    today.line.me/th/article/e3cc6ca01c0a6081509b5e7df3ce513f7f09d374c8283ff37c6d321b5772014d
  • Investment - หุ้นสามัญกับกำไรที่ไม่สามัญ Common Stocks and Uncommon Profits

    • ถ้าต้องการจะทำกำไรให้ได้มากจากการลงทุน
      จำเป็นต้อง "อดทน" มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า จะเกิดอะไรกับราคาหุ้น
      (เช่น หุ้น A จะขึ้น หรือ หุ้น B จะลง) แต่มันยากอย่างยิ่งที่จะบอกเวลา
      ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่



    จะซื้อหุ้นตัวไหน

    1. บริษัทมีสินค้าหรือบริการที่มีศักยภาพของตลาดเพียงพอที่จะทำให้มีการเพิ่มขึ้นของยอดขายเป็นเวลาอย่างน้อยหลายปีไหม?

    2.

    ฝ่ายจัดการมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าหรือกระบวนการผลิตต่อเนื่องที่จะยังคงสามารถเพิ่มยอดขายรวมในอนาคต
    เมื่อโอกาสการเติบโตของสินค้าที่น่าสนใจในปัจจุบันใกล้ถึงจุดอิ่มตัวไหม?

    3. ประสิทธิภาพของงานวิจัยและพัฒนาของบริษัทเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับขนาดของมัน?

    4. บริษัทมีหน่วยงานขายที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่?

    5. บริษัทมีกำไรต่อยอดขายที่คุ้มค่าไหม?

    6. บริษัททำอะไรที่จะรักษาหรือทำให้กำไรต่อยอดขายสูงขึ้น?

    7. บริษัทมีแรงงานสัมพันธ์ที่โดดเด่นหรือไม่?

    8. บริษัทมีความสัมพันธ์ของผู้บริหารที่โดดเด่นหรือไม่?

    9. บริษัทมีฝ่ายบริหารเพียงพอไหม?

    10. ระบบการวิเคราะห์ต้นทุนและการควบคุมทางบัญชีของบริษัทดีแค่ไหน?

    11.
    มีประเด็นอื่นๆ
    ของธุรกิจซึ่งค่อนข้างจะเป็นลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
    ซึ่งจะให้ร่องรอยที่สำคัญกับนักลงทุนว่าบริษัทมีความโดดเด่นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งหรือไม่?

    12. บริษัทมีภาพอนาคตระยะสั้นและระยะยาวเกี่ยวกับกำไรของบริษัทหรือไม่?

    13.
    ในอนาคตที่มองเห็นได้
    การเจริญเติบโตของบริษัทจะต้องการเงินทุนจากผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมหรือไม่
    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น
    จำนวนหุ้นที่มากขึ้นจะไปลบล้างผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิมจากการเจริญเติบโตที่คาดหวังนั้นหรือไม่?

    14.
    ฝ่ายจัดการพูดกับนักลงทุนอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับกิจการ เมื่อสิ่งต่างๆ
    เป็นไปด้วยดีแต่ "หมกเม็ด"
    เมื่อมีปัญหาและสิ่งที่น่าผิดหวังเกิดขึ้นหรือไม่?

    15. บริษัทมีฝ่ายจัดการที่มีความน่าเชื่อถือร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่?

    Cr: Yeaww
  • สามก๊ก


    www.soccersuck.com/boards/topic/1463847

    www.youtube.com/playlist?list=PLfAm5_LcqKVSsZ8Mb23Ra7DQSIbiwrhci
  • Investment - Mastering Elliot Wave

    1. Elliott Wave Theory
    • Price patterns of Crowd psychology
    • Elliott wave Theory
      • Quantification of Mass Psychology
    • Why The Controversy?
      • Complexity
      • Public Mind Set
      • Years to Master
      • Application Requires Time
      • Endless Array of specifics
      • Memorization
      • Frequent Indeterminacy
      • Difficulty

    2. Monowave Groups & Polywave Groups

    • A Monowave:

      Price continually moves up or down (with no intervening action in the opposite direction), the movement should be considered a monowave. The most important task to learn as an Elliott Wave analyst is to correctly interpret monowaves. The entire Theory is based on the proper identification of monowaves.

      Usually, monowaves are perfectly straight, but sometimes they are not.

      Even if the upmove is not completely straight, it still should be considered "one wave" (a monowave) until a change in price direction occurs.

    • Polywave:

      Two/Three/... monowaves combined in the proper fashion create one (1) Corrective/Impulsive polywave.

    3. Impulsions & Corrections

    4. Neely Extensions of Elliott Wave Theory

    5. Impulsions and Correction End Confirmation

    6. Complexity (Complex Polywaves, Multiwaves, Macrowaves)

    7. Pattern Implications (Retracement based on Power Ratings)

    8. Advanced Progress Labels (Specific label position of waves)

    9. Advanced Fibonacci Relationships (Impulsions & Corrections)

    10. Channeling (Trendline Touch Points / Time Rule)

    Cr: Kitty63 B-)

  • Investment - AiC
    Army Investor Course

    INFLATION:
    40 Baht:
    Inflation 4.06% 30 years => 132 Baht
    Saving 0.75% 30 years => 50 Baht
    Saving 2.625% 30 years => 87 Baht
    www.bot.or.th/thai/statistics/financialmarkets/interestrate/_layouts/application/interest_rate/in_rate.aspx
    www2.bot.or.th/statistics/reportpage.aspx?reportid=409&language=th

    image

    Pork:
    2005 => 3฿
    2010 => 7฿
    2016 => 10฿

    Negative Interest Rate:
    Thailand 0%
    Bulgaria 0.01%
    Canada 0.50%
    Czech Republic 0.05%
    Euro zone 0.05%
    Fiji 0.50%
    Hong Kong 0.75%
    Israel 0.10%
    Japan -0.10%
    Norway 0.75%
    Sweden -0.50%
    Switzerland -0.75%
    on 22/10/2016

    RETURN ON INVESTMENT:
    Gold 41 years (2518-2559) = 6.9%

    Compound Annual Growth Rate:
    Year 1 100 +10% > 110 > 10
    Year 2 110 +10% > 121 > 11
    Year 3 121 +10% > 133.1 > 12.1
    ...
    Year 8 > 200

    If start 100,000 & 6,000/month
    15% year 30 = 37,922,828 will get 158,012/Month

    Don't put all your EGGS In a single basket.

    How stock up/down?
    - News
    - Policy
    - FED
    - Net Profit

    Dow Theory:
    Charles Henry Dow
    1. The market discount everything.
    2. The market has three movements.
     Primary 1 year - Secondary 6 months - Minor 3 months
     - Uptrend
     - Downtrend
     - Sideway
    3. Market trends have three phases.
     - Uptrend
      I Accumulative
      II Public Paticipation
      III Greedy
     - Downtrend
      I Distribution
      II Decrease
      III Panic
    4. Stock market averages must confirm each other.
    5. Volume must confirm the trend.
    6. Trends exist until definitive signals prove that they have ended.

    Reversal Point, Support, Resistance

    Basic Japan Candlestick:
    Honma Munehisa (1724-1803)
    - Bullish Candle (White/Green)
    - Doji at resistance > down
    - Doji at support > up

    Cr: Arm
    B-)